วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วันภาษาไทยแห่งชาติ



รู้กันหรือไม่ว่าภาษาไทยที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ ก็มีวันที่ระลึกถึงภาษาไทยของเราด้วยเหมือนกัน โดยในวันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี ประเทศไทยได้กำหนดให้เป็น "วันภาษาไทยแห่งชาติ"


ความเป็นมาของวันภาษาไทยแห่งชาติ


สืบเนื่องจากคณะกรรมการรณรงค์เพื่อภาษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย และมีความห่วงใยในปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อภาษาไทย รวมถึงเพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกให้คนไทยทั้งชาติได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือกันทำนุบำรุง ส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทยให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป จึงได้เสนอขอให้รัฐบาลประกาศให้วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี เป็น วันภาษาไทยแห่งชาติ เช่นเดียวกับวันสำคัญอื่นๆ ที่รัฐบาลได้จัดให้มีมาก่อนแล้ว เช่น วันวิทยาศาสตร์,วันสื่อสารแห่งชาติ เป็นต้น และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 เห็นชอบให้วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ


เหตุผลที่เลือกวันที่ 29 กรกฎาคม เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ


สำหรับเหตุผลที่เลือกวันที่ 29 กรกฎาคม เป็น วันภาษาไทยแห่งชาติ นั้นเพราะวันดังกล่าว ตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปเป็นประธาน และทรงร่วมอภิปรายในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ห้องประชุมคณะอักษรศาสตร์ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 ทรงเปิดอภิปรายในหัวข้อ "ปัญหาการใช้คำไทย" โดยพระองค์ทรงดำเนินการอภิปรายและทรงสรุปการอภิปราย ที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถและความสนพระราชหฤทัยรวมถึงความห่วงใยในภาษาไทย ซึ่งเป็นที่ประทับใจกับผู้ร่วมเข้าประชุมในครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง


สำหรับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในครั้งนั้น มีใจความตอนหนึ่งว่า "เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษาก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สามคือความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้... สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นในทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคำที่ง่ายๆ ก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่าๆ ที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก..."


นับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของวงการภาษาไทย ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ซึ่งในโอกาสต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังได้ทรงแสดงความสนพระราชหฤทัยและความห่วงใยในภาษาไทยอีกหลายโอกาส อย่างในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 ที่ได้ทรงมีพระบรมราโชวาทตอนหนึ่งว่า"ในปัจจุบันนี้ปรากฏว่า ได้มีการใช้คำออกจะฟุ่มเฟือย และไม่ตรงกับความหมายอันแท้จริงอยู่เนืองๆ ทั้งออกเสียงก็ไม่ถูกต้องตามอักขรวิธี ถ้าปล่อยให้เป็นไปดังนี้ ภาษาของเราก็มีแต่จะทรุดโทรม ชาติไทยเรามีภาษาของเราใช้เองเป็นสิ่งอันประเสริฐอยู่แล้ว เป็นมรดกอันมีค่าตกทอดมาถึงเราทุกคนจึงมีหน้าที่จะต้องรักษาไว้ ฉะนั้นจึงขอให้บรรดานิสิตและบัณฑิต ตลอดจนครูบาอาจารย์ได้ช่วยกันรักษาและส่งเสริมภาษาไทย ซึ่งเป็นอุปกรณ์และหลักประกันเพื่อความเจริญวัฒนาของประเทศชาติ"


นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังมีพระปรีชาญาณและพระอัจฉริยะภาพในการใช้ภาษาไทย ทรงรอบรู้ปราดเปรื่องถึงรากศัพท์ของคำไทย คือ ภาษาบาลีและสันสกฤต ทรงพระอุตสาหะวิริยะแปลและเรียบเรียงวรรณกรรมภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยที่สมบูรณ์ด้วยลักษณะวรรณศิลป์ มีเนื้อหาสาระที่มีคุณค่า เป็นคติในการเสียสละเพื่อส่วนรวม และเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนในการใช้ภาษาไทย ดังจะเห็นได้จากพระราชนิพนธ์แปลเรื่องนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ ติโต พระราชนิพนธ์แปลบทความเรื่องสั้นๆ หลายบท และพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก เป็นต้น


วัตถุประสงค์ในการจัดวันภาษาไทยแห่งชาติ มีดังต่อไปนี้


1. เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์และนักภาษาไทย รวมทั้งเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ได้ทรงแสดงความห่วงใย และพระราชทานแนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย


2. เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542


3. เพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกของคนไทยทั้งชาติ ให้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือร่วมใจกันทำนุบำรุงส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และเป็นสมบัติวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป


4. เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการใช้ภาษาไทย ทั้งในวงวิชาการและวิชาชีพ รวมทั้งเพื่อยกมาตรฐานการเรียนการสอนภาษาไทยในสถานศึกษาทุกระดับ ให้มีสัมฤทธิผลยิ่งขึ้น


5. เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐฯ และเอกชนทั่วประเทศ มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อเผยแพร่ความรู้ภาษาไทยในรูปแบบต่างๆ ไปสู่สาธารณชน ทั้งในฐานะที่เป็นภาษาประจำชาติ และในฐานะที่เป็นภาษาเพื่อการสื่อสารของทุกคนในชาติ


ประโยชน์ที่คาดว่าได้รับจากการมีวันภาษาไทยแห่งชาติ


1. วันภาษาไทยแห่งชาติ จะทำให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐฯ และเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ และทบวงมหาวิทยาลัย ตระหนักในความสำคัญของภาษาไทย และร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นเตือน เผยแพร่ และเน้นย้ำให้ประชาชนเห็นความสำคัญของ "ภาษาประจำชาติ" ของคนไทยทุกคน และร่วมมือกันอนุรักษ์การใช้ภาษาไทยให้มีความถูกต้องงดงามอยู่เสมอ


2. บุคคลในวงวิชาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาไทย โดยเฉพาะในวงการศึกษา และวงการสื่อสาร ช่วยกันกวดขันดูแลให้การใช้ภาษาไทยเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม มิให้ผันแปรเปลี่ยนแปลง จนเกิดความเสียหายแก่คุณลักษณะของภาษาไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ


3. ผลสืบเนื่องในระยะยาว คาดว่าปวงชนชาวไทยทั่วประเทศจะตื่นตัวและสนใจที่จะร่วมกันฟื้นฟู ทำนุบำรุง ส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาไทย อันเป็นเอกลักษณ์และสมบัติวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติให้ดำรงคงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป


กิจกรรมในวันภาษาไทยแห่งชาติ

กิจกรรมในวันนี้ ก็จะมีทั้งของสถาบันการศึกษา,หน่วยงานภาครัฐฯ และเอกชน ที่จะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดนิทรรศการ,การอภิปรายทางวิชาการ,การประกวดแต่งคำประพันธ์ ร้อยแก้ว ร้อยกรอง การขับเสภา การเล่านิทาน เป็นต้น

ภาษาไทยถือเป็นภาษาแห่งชาติ และเป็นเอกลักษณ์ของชาติที่เราคนไทยควรภาคภูมิใจ เพราะบางประเทศไม่มีแม้กระทั่งภาษาที่เป็นของตัวเอง ดังนั้นเราควรอนุรักษ์ภาษาไทยให้คงอยู่ และสืบทอดต่อไปให้ลูกหลานได้ศึกษา หากเราคนไทยไม่ช่วยกันรักษาไว้ สักวันหนึ่งอาจจะไม่มีภาษาไทยให้ลูกหลานใช้ก็เป็นได้

กิจกรรม วันภาษาไทยแห่งชาติ ปี 2554

นายสมชาย เสียงหลาย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม แถลงข่าว วันภาษาไทยแห่งชาติ ประจำปี 2554 โดยระบุว่า กระทรวงวัฒนธรรม จะจัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติในวันที่ 29 กรกฎาคมนี้ มีกิจกรรม เช่น นิทรรศการและกิจกรรมหมอภาษา การแสดงทางวัฒนธรรมโดยใช้ภาษาถิ่น รวมทั้งได้ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จัดทำดวงตราไปรษณีย์ที่ระลึกเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติเป็นครั้งแรกด้วย พร้อมกันนี้ได้สรรหาและคัดเลือกผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นเพื่อเป็นแบบอย่างแก่เยาวชน และสังคม ประจำปี 2554


สำหรับรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัล วันภาษาไทยแห่งชาติ 2554 มีดังนี้

ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ได้แก่

พระธรรมโกศาจารย์ (ศ.ดร.ประยูร ธมฺมจิตโต)

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิ่งแก้ว อัตถากร

คุณหญิงคณิตา เลขะกุล

นางชอุ่ม ปัญจพรรค์

นายช่วย พูลเพิ่ม

ศาสตราจารย์ธวัช ปุณโณทก

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.พูนพิศ อมาตยกุล

ศาสนาจารย์ ดร.มะเนาะ ยูเด็น

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิจินตน์ ภาณุพงศ์

ผศ.วิพุธ โสภวงศ์

พล.ต.ม.ร.ว.ศุภวัฒย์ เกษมศรี

นายอาจิณ จันทรัมพร

ผศ.รอ.เสนีย์ วิลาวรรณ


ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น (ชาวไทย) ได้แก่


นายกันตชาติ เกษมสันต์ ณ อยุธยา

ผศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร

นายธีรภาพ โลหิตกุล

น.ส.นภา หวังในธรรม

นายนิติพงษ์ ห่อนาค

พล.ต.ประพาศ ศกุนตนาค

นายประภัสสร เสวิกุล

นายปราโมทย์ สัชฌุกร

นายศุ บุญเลี้ยง

นางสินจัย เปล่งพานิช

น.ท.สุมาลี วีระวงศ์

นายสัญญา คุณากร

นางอารีย์ นักดนตรี

นายเอนก นาวิกมูล

ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น (ชาวต่างประเทศ) ได้แก่


ศ.ดร.เอสเธอร์ เวคแมน

นางศริสตี แอนน์ เคนนีย์ บราวน์ฟิลด์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย

ผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น ได้แก่

พระราชประสิทธิคุณ (สุนันท์ สุภาจาโร)

ดร.ฉันทัส ทองช่วย

น.ส.นฤมล มั่นวงศ์วิโรจน์

นายบุญธรรม เทิดเกียรติชาติ

นายพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ

นายมนัส สุขสาย

นายเมืองดี นนทะธรรม

ผศ.สนิท บุญฤทธิ์

นายอินตา เลาคำ

ส่วน โครงการรางวัล เพชรในเพลง ครั้งที่ 8 ซึ่งจะมอบให้กับนักร้อง เพลงไทยสากล-ลูกทุ่ง ที่ออกเสียงได้ถูกต้องตามอักขระภาษาไทย มีผู้ได้รับการประกาศยกย่อง ดังนี้

รางวัลเชิดชูเกียรติผู้ประพันธ์เพลงดีเด่นในอดีต ได้แก่

เพลงบ้านเรา ประพันธ์โดย นายชาลี อินทรวิจิตร

เพลงกลิ่นโคลนสาบควาย ประพันธ์โดย คือ นายไพบูลย์ บุตรขัน

รางวัลประเภทการประพันธ์เพลงดีเด่นด้านภาษาไทย ได้แก่

เพลงบ้านเราจะเหมือนเดิม ประพันธ์โดย นายประภาส ชลศรานนท์

เพลงกราบดิน ประพันธ์โดย นายปฏิเวธ อุทัยเฉลิม (ฟองเบียร์)

เพลงเพลงของเธอ ประพันธ์โดย นายสุทธิพงษ์ สมบัติจินดา

เพลงเทียนไขไฟฟ้า ประพันธ์โดย นายสิปปภาส รักวงค์ (ปาน ประกาศิต)

รางวัลการขับร้องเพลงดีเด่นด้านภาษาไทย ได้แก่

เพลงลิขิตรักจากเบื้องบน ขับร้องโดย นายอุเทน พรหมมินทร์

เพลงขอไปให้ถึงดาว ขับร้องโดย น.ส.ธนพร แวกประยูร (ปาน ธนพร)

เพลงสัญญาก่อนนอน ขับร้องโดย นายสร่างศัลย์ เรืองศรี (หนูมิเตอร์ อาร์สยาม)

เพลงกลัว ขับร้องโดย น.ส.เตือนใจ ศรีสุนทร (ฝน ธนสุนทร)


วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Malayan Colugo

Interesting Facts: Colugos are also called flying lemur. However, there are not closely related to the true lemur, which are found in Madagascar. Flying lemurs are classified in the order Dermoptera, from the Greek words derma, meaning "skin", and the ptera, meaning "wing", thus "skin-wing". These creatures have membranes that connect their legs and tail, enable them to glide from one tree to the other. There are 2 species of colugo in the world; the Malayan Flying Lemur and the Philippine Flying Lemur. It is reported that there are approximately 1500 Malayan Flying Lemurs in Singapore.

Size: About 70cm

Diet: Mainly leaves, young shoots, flower buds and sap.

Activity: Arboreal, largely nocturnal. It is usually seen perching against a tree trunk with its head pointing upwards. When disturbed, the Colugo has two defensive reactions: It wil either freeze and hope not to get noticed or scramble up the trunk higher into the tree.

It can glide from tree to tree in a steady controlled manner, landing with the head up neatly and precisely.

Habitat: Forests. Adapts quite well to disturbed forset edges and coastal plantations. . This species has a wide distribution in Southeast Asia.

References: COLUGO: The Flying Lemur of South-east Asia - Norman Lim

Photograph by K. W. Chan

บ่าง, พุงจง, พะจง


บ่าง พุงจง พะจง flying lemur colugo
ภาพจาก biology-online

บ่างเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างประหลาด เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ร่อนได้ คล้ายกระรอกบิน หน้าตาคล้ายกระแต คนตะวันตกมองว่าหน้าตาเหมือนตัวลีเมอร์ในมาดาร์กัสกา จึงเรียกว่า flying lemur มีความยาวหัว-ลำตัว 34-42 เซนติเมตร หาง 22-27 เซนติเมตร หนัก 1-1.8 กิโลกรัม ตามลำตัวมีสีน้ำตาลเป็นหลัก มีแต้มสีขาวและลายเส้นเหมือนตาข่ายแผ่ทั่วลำตัวขาหน้าและขาหลัง สีสันกลมกลืนกับเปลือกไม้ และที่เป็นเอกลักษณ์ก็คือ มีหนังบางเชื่อมระหว่างขาหน้าและขาหลัง ขาหลังกับหาง ระหว่างขาหน้ากับคอ และระหว่างนิ้วทุกนิ้วอีกด้วย

แม้บ่างจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ชนิดอื่นหลายชนิด แต่บ่างไม่ใช่กระรอก ไม่ใช่ค้างคาว ไม่ใช่ลีเมอร์ และไม่ใช่กระแต บ่างคือบ่าง มีวิวัฒนาการต่างจากสัตว์ชนิดอื่นมาก อยู่ในอันดับ Dermoptera แปลว่า ปีกหนัง สัตว์ในอันดับนี้บ่างมีเพียงสองชนิดเท่านั้น อีกชนิดหนึ่งคือบ่างฟิลิปินส์ อยู่ในประเทศฟิลิปินส์ ตัวเล็กกว่าและเบากว่าเล็กน้อย

บ่างอาศัยอยู่ในป่าเขตร้อนชื้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเกาะชวาและบอร์เนียว บางพื้นที่พบว่าอาศัยในสวนยางพาราหรือสวนมะพร้าวได้ด้วย

บ่างอาศัยอยู่บนต้นไม้เป็นหลัก ตอนกลางวันมักหลับพักผ่อนอยู่ในโพรงไม้หรือในช่อปาล์ม เมื่อพลบค่ำก็จะออกมาหากิน อาหารได้แก่ยอดอ่อนต้นไม้ ใบไม้ ดอกไม้ และผลไม้เนื้ออ่อน เมื่อต้องการย้ายจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง บ่างจะปีนขึ้นไปตามต้นไม้โดยใช้ขาหน้าและเล็บที่แหลมคมเกาะไว้แล้วยกขาหลังตามไปทั้งสองข้างพร้อมกัน เมื่อถึงจุดร่อนที่เหมาะสม จึงกระโจนออกไปพร้อมกางขาออก ผังผืดที่เชื่อมขาและหางจะขึงตึงจนตัวบ่างดูเหมือนว่าว บ่างอาจปรับบิดตัวเล็กน้อยเพื่อปรับทิศทางการร่อนได้ บ่างมักมีต้นไม้ประจำที่ใช้ในการร่อน ในบ่างพื้นที่อาจมีบ่างหลายตัวใช้ต้นไม้บางต้นเป็นท่าปล่อยตัวร่วมกัน

บ่างตั้งท้องนานราว 60 วัน ออกลูกคราวละตัว บางครั้งอาจมีสองตัว ในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ แม่บ่างอาจออกลูกมากกว่าหนึ่งครั้งต่อปี ลูกบ่างแรกเกิดมักมีการพัฒนาไม่มากนักคล้ายสัตว์ที่มีกระเป๋าหน้าท้อง แม่บ่างจะเลี้ยงลูกไว้โดยให้เกาะที่ท้อง เวลาเกาะอยู่กับต้นไม้ ผังผืดระหว่างขาจึงทำหน้าที่เหมือนเปลเลี้ยงลูกเป็นอย่างดี แม้ยามมีลูกอ่อน แม่บ่างก็ร่อนหาอาหารได้เหมือนกัน ลูกบ่างจะยึดเกาะขนที่หน้าท้องแม่ไว้แน่นจึงไม่ตกลงมา

Malayan Pangolin

There are 7 different kinds of pangolin, 3 in the warmer parts of Asia and 4 in Africa south of the Sahara. Hunting and habitat destruction have made these strange scaly mammals one of the most endangered groups in the world.

Habitat and distribution (where are they found?)
The Malayan pangolin is found in Thailand, The Philippines, Borneo, Java, Sumatra, Myanmar (Burma), Cambodia, Laos and Vietnam as well as Malaysia.

The 4 African pangolins: two live in trees and two live on the ground. The Cape or Ground pangolin is found in parts of east and south Africa . The Giant pangolin is found in Uganda, Tanzania and western Kenya, in grasslands, rainforests and forests but not high in the mountains. These are the biggest pangolins. The two smallest pangolins are also African, and live in trees in rainforests. Their tails are prehensile, meaning they can grab hold of branches.

Body and Diet
Most pangolins are less than one metre long. The Giant pangolin is about one and a half metres long. A pangolin's back and tail are covered with large, overlapping, horny scales.Its belly and chest are covered with soft hair. It has small eyes and hidden ears. Some kinds of pangolin have a tail that is longer than the body.

The pangolin has a pointed snout with a small mouth at the end. It uses its long tongue to eat termites and ants and to drink. The ants and termites that it swallows are crushed by the walls of its stomach and by small pebbles that the pangolin has swallowed.

At the end of its short legs, it has clawed toes that it uses for digging as it searches for ant and termite nests.

Behaviour
The Malayan pangolin climbs trees and hangs from branches by its tail. It is very agile on the ground. Pangolins are active at night, resting during the day among the leaves in the fork of a tree or in a burrow in the ground, often in a termite mound. Cape and Giant pangolins spend more time on the ground, although they can climb trees. As they are shy animals, as well as nocturnal, or active at night, not much is known about pangolins.

Defence
Pangolins can extend their scales, which have very sharp edges. They lash their tails in defence, and can cause serious gashes in an attacker. If attacked some kinds of pangolin can spray a bad-smelling liquid like a skunk does. Pangolins also curl up into a ball as a defence.

Life Cycle
Female pangolins give birth to a single young each year. The young rides on its mother's tail and is protected from danger by being rolled up in her tail when she sleeps.

Defence
The pangolin protects itself by hiding from
enemies and by rolling itself up when threatened. The name 'pangolin' is from the Malay word peng-goling, which means 'one who curls up'.

Pangolin rolled up and sleeping

Conservation status
Most pangolin species are threatened in some way. The Malayan pangolin is classified as endangered. The Cape pangolin is possibly endangered. The Giant pangolin is not endangered. The main danger to pangolins is from humans. It has been hunted by people for its skin for leather, its scales for traditional medicine and body for meat for hundreds of years. Forest clearing causing habitat loss is now an added threat.

ลิ่น, นิ่ม, ลิ่นพันธุ์มลายู, ลิ่นชวา


ลิ่น, นิ่ม, ลิ่นพันธุ์มลายู, ลิ่นชวา Malayan Pangolin
ภาพจาก kidcyber

ลิ่นเป็นสัตว์รูปร่างแปลกไม่เหมือนใคร ตัวเตี้ยติดดิน ขาสั้น หางยาว ปากยื่นยาวแหลม ลำตัวมีเกล็ดแข็งทั่วตัว ดูเผิน ๆ คล้ายสัตว์เลี้อยคลานจำพวกตะกวด แต่ความจริงลิ่นเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และเกล็ดของลิ่นก็คือขนที่แปรรูปไป ส่วนขนที่เป็นเส้นยังคงมีอยู่บางส่วน เช่นช่องระหว่างเกล็ด คาง และใต้ลำตัว

หางยาวของลิ่นใช้ทำหน้าที่เป็นอวัยวะยึดเกี่ยวได้ ปากของลิ่นไม่มีขากรรไกร หากินโดยการใช้ลิ้นที่ยาวถึง 25 เซนติเมตร แลบตวัดจับมดและปลวกเข้าปาก แต่ละมื้อลิ่นอาจกินปลวกมากถึง 200,000 ตัว ขามีอุ้งเล็บใหญ่ยาวและแข็งแรงมาก ใช้ตะกุยและทลายจอมปลวก ลิ่นมีหูเล็กมาก หนังหนา จึงป้องกันการโจมตีกลับของมดปลวกได้ดี เกล็ดแข็งและคมก็ช่วยป้องกันอันตรายจากศัตรูนักล่าชนิดอื่นได้ดี เมื่อถูกคุกคาม ลิ่นจะม้วนตัวเป็นก้อนกลม เก็บส่วนท้องและหัวที่เป็นจุดอ่อนไว้ด้านใน นอกจากนี้ยังสามารถกางเกล็ดออกเพื่อใช้เป็นอาวุธได้ด้วย ขอบเกล็ดของลิ่นจะคมมาก และยามวิ่งหนีจะวิ่งได้รวดเร็วเหลือเชื่อและวิ่งโดยเชิดขาหน้าขึ้นแล้ววิ่งด้วยสองขาหลังเท่านั้น

ลิ่นหากินตอนกลางคืน ปีนป่ายได้ดี และเคลื่อนไหวบนพื้นดินได้แคล่วคล่อง ตอนกลางวันจะพักผ่อนตามง่ามไม้ ในโพรง หรือในจอมปลวก อาศัยได้ในภูมิประเทศหลายชนิด ทั้งป่าทึบ ป่าชั้นสอง ทุ่งหญ้า หรือแม้แต่พื้นที่เกษตรกรรม พบในพม่า ไทย ลาวและเวียดนามตอนกลางและล่าง กัมพูชา คาบสมุทรมาเลเซีย เกาะสุมาตรา เกาะชวา และเกาะบอร์เนียว

ลิ่นออกลูกทีละตัว ตั้งท้องนาน 130 วัน ลูกลิ่นชอบเกาะอยู่ที่โคนหางแม่เวลาเดินทางไปไหนมาไหน เมื่อถูกคุกคาม แม่ลิ่นจะม้วนตัวห่อลูกไว้ข้างใน

ศัตรูตัวสำคัญของลิ่นก็คือคน เพราะลิ่นเป็นที่ต้องการของตลาดยาจีนและยาดอง นอกจากนี้ก็ยังเป็นอาหารประจำของเสือดาวและงูเหลือมอีกด้วย

สัตว์ในสกุลเดียวกับลิ่นมี 7 ชนิด 3 ชนิดอยู่ในเอเชีย 4 ชนิดอยู่ในแอฟริกา ในเมืองไทยมีสองชนิดคือ ลิ่น และลิ่นพันธุ์จีน (Manis pentadactyla)