วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Blood Falls น้ำตกโลหิต


Blood Falls น้ำตกโลหิต มันเป็นอีกหนึ่งสถานที่ แปลก ที่คุณจะได้พบกับน้ำตกสีแดงฉาน ที่ไหลรินออกมาบนธารน้ำแข็งสีขาว หากโลกนี้ไม่มีวิทยาศาสตร์ มันคงเป็นปรากฏการณ์ของปีศาจร้าย หรือสถานที่ต้องสาป แต่วิทยาศาสตร์มีคำตอบสำหรับ เหตุการณ์นี้

ข้อมูลเฉพาะ น้ำตกโลหิต

น้ำตกโลหิต เกิดขึ้นบริเวณปลายของ ธารน้ำแข็งเทรเลอร์ (Taylor Glacier) ในพื้นที่ของ Victoria Land ทางตะวันตกของขั่วโลกใต้ (Antarctica)

น้ำตกโลหิต ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 1911 โดยนักธรณีวิทยาชื่อว่า Griffith Taylor

ในช่วงแรกปรากกการณ์นี้ ถูกเข้าใจว่าเกิดจากสาหร่ายสีแดง

แต่ต่อมาปรากฏการณ์นี้ได้รับการยืนยันว่า เหตุการณ์นี้เกิดจาก Iron Oxides เข้มข้น ในน้ำเค็มเข้มข้นที่ถูกกักอยู่ใต้น้ำแข็ง ไหลซึมผ่านขึ้นมาตามรอยแยกเล็ก เมื่อ Iron Oxides ไหลขึ้นมาสำผัสออกซิเจนในอากาศจะทำปฏิกริยากัน ทำให้ Iron Oxides เกิดเป็นสนิมทำให้เกิดเป็นสีแดงขึ้น


ภาพอธิบาย การเกิดเหตุการณ์น้ำตกโลหิต ที่เห็นสีเขียวทางซ้ายมือ คือน้ำเค็มที่มีสาร Iron Oxides เข้มข้น ที่ถูกกักอยู่ในชั้นหินแข็ง กับน้ำแข็ง


ภาพน้ำตกโลหิต ที่ไหลออกมาบริเวณปลายของธารน้ำแข็งเทรเลอร์


สุดยอดบ่อน้ำพุร้อนในโลก



บ่อน้ำพุร้อน deildartunguhver เป็นบ่อน้ำพุร้อนน้ำไหลเร็วที่สุดในยุโรป

บ่อน้ำพุร้อน deildartunguhver ตั้งอยู่ในเมืองreykholtsdalur ของไอซ์แลนด์ เป็นบ่อน้ำพุร้อนใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ อุณหภูมิน้ำสูงสุด 97 องศาเซลเซียส และเป็นบ่อน้ำพุร้อนที่มีน้ำไหลเร็วที่สุดในยุโรป สูงถึง 180 ลิตร / วินาที



บ่อน้ำพุร้อน blood pond hot spring ของญี่ปุ่น

บ่อน้ำพุร้อน blood pond hot spring ตั้งอยู่จังหวัดbeppu ของญี่ปุ่น น้ำที่นี่เป็นสีแดง ซึ่งมีธาตุเหล็ก ดูแล้วน่ากลัวยังไงก็ไม่รู้ จึงมีนักท่องเที่ยวนิยมไป



บ่อน้ำพุร้อนแมมมอธ (Mammoth Hot Springs) บ่อน้ำพุร้อนมีเกลือของกรดคาร์บอนตกตะกอนใหญ่ที่สุดในโลก

บ่อน้ำพุร้อนแมมมอธตั้งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติหินเหลืองสหรัฐอเมริกา (Yellowstone National Park) เป็นบ่อน้ำร้อนที่เกลือของกรดคาร์บอนตกตะกอนที่ใหญ่ที่สุดในโลกจุดเด่นของบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้คือ มีบันไดลดหลั่นหลายชั้นซึ่งเกิดขึ้นจากภาวะน้ำพุร้อนเย็นลงในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา



บลูลากูน สุดยอดแหล่งพักผ่อนหย่อนใจในไอซ์แลนด์

อยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ ห่างจากกรุงเรคยาวิกประมาณ 39 กิโลเมตร มีบ่อน้ำพุร้อนบลูลากูน ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของไอซ์แลนด์ ที่ตั้งของบ่อน้ำพุร้อนบลูลากูนเป็นเขตที่มีการเคลื่อนตัวของหินหลอมละลายใต้ดินมากที่สุดในโลกเขตหนึ่ง การเคลื่อนตัวนี้ทำให้น้ำในบ่อร้อนขึ้นและมีไอน้ำระเหยขึ้นมา

อุณหภูมิของน้ำในสระอาบน้ำและสระว่ายอยู่ที่ประมาณ 40 องศาเซลเซียส อุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุหลายชนิด เช่นซิลิคอน กัมมะถัน แช่ตัวในบ่อน้ำพุร้อนบลูลากูน สามารถช่วยรักษาโรคผิวหนังได้หลายชนิด เช่นโรคสะเก็ดเงินเป็นต้น



บ่อน้ำพุร้อนเกลนวูด

บ่อน้ำพุร้อนเกลนวูด (Glenwood Springs) ตั้งอยู่ที่มลรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา มีสระว่ายน้ำในบ่อน้ำพุร้อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ความเร็วของน้ำพุร้อนที่พุ่งจากใต้ดินคือ 143 ลิตร์ต่อวินาที ลงไปแช่อยู่ในสระน้ำที่มีอุณหภูมิประมาณ 40 องศาเซลเซียสและเต็มไปด้วยแร่ธาตุสามารถคลายความเหน็ดเหนื่อยได้ หรือแหวกว่ายอยู่ในสระว่ายน้ำที่มีอุณหภูมิ 36 องศาก็ดี จะรู้สึกสบายจริงๆ



บ่อน้ำพุร้อนจิโกคุดานิ สถานพักฟื้นของลิงหิมะญี่ปุ่น

บ่อน้ำพุร้อนจิโกคุดานิ(ภาษาญี่ปุ่นหมายถึงเหวนรก)เลื่องชื่อลือนามด้วยลิงหิมะที่อาศัยอยู่ที่นี่ ลิงหิมะก็ชอบอาบน้ำร้อนเช่นเดียวกับมนุษย์ ที่นี่มีบ่อน้ำร้อนสำหรับลิงโดยเฉพาะที่เดียวในโลก เนื่องจากล้อมรอบด้วยหน้าผาและเต็มไปด้วยไอน้ำร้อนจากบ่อ คนญี่ปุ่นสมัยโบราณจึงเรียกว่า "เหวนรก" แต่คงคาดไม่ถึงว่าปัจจุบันกลายเป็นที่อาบน้ำร้อนของลิงหิมะป่า



บ่อน้ำพุร้อนแกรนด์ ปริสแมติค (The Grand Prismatic Spring) บ่อน้ำพุร้อนที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ

บ่อน้ำพุร้อนแกรนด์ ปริสแมติคตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติเยลโลสโตนสหรัฐอเมริกา เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาและใหญ่อันดับอันดับที่ 3 ของโลก กว้าง 75-91 เมตร ลึก 49 เมตร มีปริมาณน้ำพวยพุ่งออกมาประมาณ 2000 กิโลลิตรต่อนาที อุณหภูมิน้ำอยู่ที่ 71 องศาเซลเซียส

ความสวยงามของบ่อน้ำพุร้อนแกรนด์ ปริสแมติค คือสามารถเปลี่ยนสีได้ตามฤดูกาล ฤดูใบไม้ผลิ สีน้ำเปลี่ยนจากสีเขียวไปเป็นสีส้มที่แวววาว ฤดูร้อน สารคลอโรฟีลล์ในน้ำลดน้อยลง กลายเป็นสีส้ม สีแดงหรือสีเหลือง แต่พอถึงฤดูหนาว เนื่องจากขาดแคลนแสงแดด สารคลอโรฟีลล์เพิ่มขึ้นอีก ก็กลายเป็นสีเขียว

White desert


white desert safari in egypt
white desert,white desert egypt,western desert ,white desert safari,white desert world wide
The white desert of Farafra Oasis is known for its outstanding beauty and unique landscape., white rocks are beautifully sculpted by wind and sand into variable shapes, giving the spectator the impression of walking through a spectacular outdoor gallery.
It is a haven for geologists, ecilogists, artists and naturalists alike.
The landscape appears almost lunar because erosion by wind has for so long exceeded erosion by water,
The dominating white color of chalk intensifies the lunar impression
The white desert encompasses an area of about 5,800 km, and is relatively accessible from the asphalt road between Farafra Oasis and Bahariya Oasis which actually passes through this immensely beautiful area.
The ground is strewn with hundreds of pieces of iron pyrites, which have developed into fascinating symmetrical shapes.
Also, fossils of different marine shells and animals in the area have been blackened by this mineral.
Acacia nilotica (sunt) tree is native to the Nile vally and Delta.
It is also bountiful in the oases of Egypt where loamy soil and constant water sources are abundant.
Its existence amidst the aridity of the White desert is a phenomenon that needs further investagation.
The age of these huge old trees could provide a clue to a relict status of past wetter years.
The tree’s canopy provides much appreciated shade in the desert, and branches and twigs are a perfect perch for the Desert Wheatear Oenanthe deserti, from where the birds actively chase after flies.
The area is known to be a refuge for the Dorcas GazelleGazella dorcas dorcas which is currently threatened due to excessive hunting .
One mysterious form of life is the lichen found under superficial layers of chalk, a very subtle and delicate form of life.
Moving towards Bahariya Oasis , the black color gradually dominates the landscape until we reach an area known as the Black Desert.
Numerous small hills scatter the vast landscape, most of which are composed of ferruginous sandstone rocks,
formed in the Oligocene epoch 30 million years ago.
Iron and manganese are responsible for the deep black color of those rocks.
Underlying these rocks is white sandstone that was formed in a much earlier time, namely in the Cenomanian age 100 million years ago.
In certain area, the two layer are exposed, and the stark difference of the two layers is quite beautiful.
The prevalent monochromatic landscape enhances the deep silence and vibrant simplicity of these two outstanding areas of the Western Desert.

The Wave


The Wave



The Wave เป็นภูเขาหินทราย ตั้งอยู่บริเวณรัฐอริโซน่า กับ ยูท่าห์ ของประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่ในบริเวณ Paria Canyon Vermillion Cliffs Wilderness บนที่ราบสูงโคโรลาโด เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักปีนเขา, ช่างภาพ ด้วยวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ลวดลายและสีสันจัดจ้านของหินทราย ประหนึ่งจิตกรตวัดแปรงสีไปมาอย่างน่าทึ่ง

คาดว่า The Wave ได้ก่อกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่สมัย จูราสิค หินทราย Navajo มีอายุราว 190 ล้านปี นักวิทยาศาสตร์ศึกษาถึงต้นกำเนิดของ The Wave ซึ่งเดิมทีเคยเป็นเนินทราย แต่ต่อมาถูกบีบอัดด้วยจนทำให้กลายสภาพเป็นหินแข็งทับถมกันเป็นชั้นต่างๆ เมื่อถูกลม, ฝน กัดเซาะจึงทำให้เกิดสภาพภูมิประเทศดังกล่าว


หินทรายที่นี่ค่อนข้างเปราะ ดังนั้นเวลาเดินบนหินดังกล่าวไม่ควรเดินบริเวณขอบริม หรือจุดที่แตกหักได้ง่าย
เวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการเก็บภาพ คือช่วงเวลา 2-3 ชั่วโมงระหว่างก่อนและหลังเที่ยงเล็กน้อย ซึ่งไม่มีแสงเงามากนัก แต่ถ้าชอบบรรยากาศแบบศิลปะหน่อยก็ต้องมาถ่ายภาพตอนเช้า ทุกวันนี้หลังจากที่นี่เจอพายุฝนก็จำทำให้มีแอ่งน้ำขนาดเล็กกระจายอยู่เต็มพื้นที่ ซึ่งจะมีทั้งลูกอ๊อดและกุ้งอยู่มากมายทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามแอ่งน้ำเหล่านี้ก็จะระเหยหมดภายในเวลาไม่กี่วัน

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ


   อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ หรือ เทพีเสรีภาพ เป็นอนุสาวรีย์ที่ยิ่งใหญ่ และมีคุณค่าทางจิตใจ ในภาษาอังกฤษ เรียกว่า Statue of Liberty แต่เดิมชื่อว่า Liberty Enlightening the World ตั้งอยู่ ณ เกาะเบคโล ปากอ่าวแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นของขวัญที่ชาวฝรั่งเศสมอบเอาไว้เป็นของขวัญ แก่ชาวอเมริกัน ในวันที่อเมริกาเฉลิมฉลองวันชาติครบ 100 ปี ณ วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1876 โดยส่งมอบอย่างเป็นทางการ โดยมี ประธานาธิบดีโกรเวอร์ คลีฟแลนด์ ในวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1886
          เทพีเสรีภาพ เป็นประติมากรรมโลหะสำริด รูปเทพีห่มเสื้อคลุม มือขวาชูคบเพลิง มือซ้ายถือถือแผ่นจารึกคำประกาศอิสรภาพของหสรัฐฯ และมีอักษรสลักว่า "JULY IV MDCCLXXVI" หรือ วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1876 เท้าข้างหนึ่งมีโซ่ที่ขาด แสดงถึงความหลุดพ้นจากการเป็นทาส สวมมงกุฎ 7 แฉกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของทะเลทั้งเจ็ด หรือทวีปทั้งเจ็ด ภายในมีบันไดวนรวมทั้งสิ้น 162 ขั้น เกิดขึ้นตามแนวคิดของเอดูอาร์ด เดอ ลาบูลาเย นักประวัติศาตร์ ชาวฝรั่งเศส เพื่อระลึกถึงความสัมพันธ์ของสหรัฐอเมริกา และ ฝรั่งเศส ระหว่างการปฏิวัติอเมริกัน ออกแบบโดยเฟรเดริค ออกุสต์ บาร์โธลดี โครงร่างเหล็กออกแบบโดย เออแฌน แอมมานูแอล วิโอเลย์ เลอ ดุค และอเล็กซองเดรอะ กุสตาฟ แอฟแฟล ซึ่งเป็นผู้ออกแบบหอไอเฟล ในกรุงปารีส ส่วนฐานอนุสาวรีย์ สร้างโดยสหรัฐอเมริกา จารึกโคลงซอนเนต์ของกวีชาวอเมริกัน เอมมา ลาซารัส ซึ่งมีเนื้อหาต้อนรับผู้อพยพที่เข้าอยู่มาในอเมริกา
          สาเหตุที่ทำให้ชาวฝรั่งเศสมอบเทพีเสรีภาพให้แก่สหรัฐอเมริกา เพราะว่า พวกเขาชื่นชมชาวอเมริกันที่หาญกล้าหาญ ที่ลุกขึ้นสู้กับสหราชอาณาจักร และประกาศอิสรภาพ จากสหราชอาณาจักรสำเร็จ เป็นชาติเอกราชในที่สุด ชาวฝรั่งเศส จึงรณรงค์หาเงินบริจาคจากทั่วประเทศ
ในการขนส่งจากฝรั่งเศส มายังสหรัฐอเมริกา เนื่องจากความใหญ่โตของอนุเสาว์รีย์ ทำให้ต้องแยกส่วนแล้วมาประกอบที่อเมริกา มีชิ้นส่วนรวมทั้งหมด 350 ชิ้น และนำมาประกอบขึ้นใหม่โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 4 เดือน แต่ส่วนฐาน พบว่ามีการสร้างเสร็จ ในวันที่ 22 เมษายน ค.ศ. 1886 โดยหมุดตัวสุดท้ายถูกประกอบเสร็จ ในวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1886
ปี ค.ศ. 1984 องค์การยูเนสโก ประกาศให้อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ เป็นมรดกของโลก
ตามปกติแล้ว ประชาชนสามารถขึ้นไปชมวิวบนส่วนหัวมงกุฎของเทพีได้ แต่หลังเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ทางการได้สั่งปิดอนุสาวรีย์ดังกล่าว ล่าสุด มีการเปิดให้นักท่องเที่ยว สามารถเดินทางไปที่เกาะ เพื่อชมความสวยงามของอนุสาวรีย์จากด้านล่างได้ แต่ยังตัวอนุสาวรีย์ยังปิดอยู่ รวมถึงพิพิธภัณฑ์ที่ส่วนฐานของอนุสาวรีย์ ด้วยเหตุผลทางด้านความปลอดภัย

ข้อมูลจำเพาะ
- บนแท่นทรงสี่เหลี่ยมบนฐานกว้าง 3 ชั้น
- สูง 152 ฟุต
- แขนยาว 42 ฟุต
- นิ้วชี้ยาว 8 ฟุต
- เล็บนิ้วยาว 10-13 นิ้ว
- โครงเหล็กแยกเป็นชิ้นส่วนรวม 214 ลัง
ส่งจากฝรั่งเศสนำมาต่อเป็นรูปร่างสูง 302 ฟุต (วัดจากปลายคบไฟถึงปลายเท้า)
- ใช้แผ่นโลหะทองแดงหรือสำริดรวม 32 ตัน
- ส่วนคบไฟติดตั้งระบบแสงไฟฟ้าขนาด 13,250 วัตต์
- มีบันไดเวียนไปถึงที่เป็นมงกุฎของเทพีรวมทั้งสิ้น 162 ขั้น
- รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 650,000 ดอลลาร์
- งบบูรณะครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 1981 เพื่อจัดฉลอง 100 ปีเทพีเสรีภาพ
- งบบูรณะในปี 1986 ใช้ไป 86 ล้านดอลลาร์ จากที่ระดมทุนมาได้ 265 ล้านดอลลาร์

ภาพและที่มา www.bloggang.com

Dragon Boat Festival



Dragon Boat Festival is celebrated on the fifth day of the fifth lunar month, and together with Chinese New Year and Mid-Autumn Festival forms one of the three major Chinese holidays. Since the summer is a time when diseases most easily spread, Dragon Boat Festival began as an occasion for driving off evil spirits and pestilence and for finding peace in one's life. The festival was later enriched by the legend of the patriot Chu Yuan.

Dragon Boat Festival is highlighted by the dragon boat races, in which competing teams drive their boats forward rowing to the rhythm of pounding drums. This lively and colorful tradition has continued unbroken for centuries to the present day.

The festival's significance as a time for warding off evil and disease is symbolized by a number of customary practices such as hanging calamus and moxa on the front door, and pasting up pictures of Chung Kuei (a nemesis of evil spirits). Adults drink hsiung huang wine and children are given fragrant sachets, both of which are said to possess qualities for preventing evil and bringing peace. Another custom practiced in Taiwan is "fetching noon water," in which people draw well water on the afternoon of the festival in the belief that it will cure illness. And if you can successfully stand an egg on its end exactly at 12:00 noon, then the coming year will be a lucky one.

The most popular dish during Dragon Boat Festival is tzung tzu, originally eaten in memory of the patriot Chu Yuan, but gradually evolving into a snack eaten during normal occasions as well.

Of all the major holidays celebrated in China, Dragon Boat Festival has the longest history. Occurring at the beginning of summer when insects thrive, the festival was distinguished from other occasions in earlier days as a time for reminding family members to take care of their health. The Chinese continue to heed this wisdom, however, by replacing the traditional customs of hanging calamus and moxa, drinking hsiung huang wine, and giving sachets, with more advanced methods for protecting one's health.