วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อาหารที่อร่อยที่สุดในโลก

อันดับ 1 แกงมัสมั่น, ประเทศไทย
ราชาแห่งแกง และอาจจะเป็นราชาแห่งอาหารเลยก็ได้ ด้วยความเผ็ดร้อน ความหอมมันของกะทิ ความหวาน และความอร่อย ที่รวมอยู่ในรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์กว่าอาหารไทยอื่นๆ


อันดับ 2 neapolitan pizza, อิตาลี
พิซซ่าที่ดีที่ สุดและยังคงความเรียบง่ายในแบบ neapolitan ได้รับการควบคุมจากองค์การการค้าให้ใช้เกลือทะเล แป้งสาลีคุณภาพสูง มะเขือเทศสดเพียงสามชนิด รีดแป้งด้วยมือ และใช้เตาอบที่ใช้ฟืน รวมถึงข้อกำหนดในเรื่องคุณภาพอื่นๆ


อันดับ 3 ช็อคโกแลต, เม็กซิโก
ชาวมายันดื่มช็อคโกแล ต เมล็ดโกโก้ที่ออกจากป่ามาเข้าสู่การพัฒนาในการทำอาหาร หากปราศจากเนื้อครีม รสหวานปนขม ของช็อคโกแลต วันวาร์เลนไทน์และอีสเตอร์คงดูจืดชืดลงไป


อันดับ 4 ซูชิ, ญี่ปุ่น
อาจไม่มีอะไรซับซ้อนมากกว่าปลาดิบและข้าว แต่กลับเป็นวิธีที่ปลาและข้าวอยู่ด้วยกันแล้วทำให้ทั่วโลกชื่นชอบ


อันดับ 5 เป็ดปักกิ่ง, จีน
น้ำเชื่อมที่เคลือบที่ผิวที่เป็นความลับ ย่างช้าๆ ในเตาอบ จนกรอบ


อันดับ 6 แฮมเบอเกอร์, เยอรมัน
การรวมกันของขนมปัง เนื้อ สลัด ก็เป็นทางออกที่ดีสำหรับประเทศที่ผลิตเนื้อได้มาก


อันดับ 7 Penang assam laksa, มาเลเซีย
ปลาทู มะขาม พริก สะระแหน่ ตะไคร้ หัวหอม สับปะรด ตุ๋น หนึ่งในอาหารของมาเลเซียที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ด้วยรสเผ็ด เปรี้ยว ที่เข้ากันกับเส้นก๋วยเตี๋ยว


อันดับ 8 ต้มยำกุ้ง, ประเทศไทย
อาหารอันโด่งดังของไทย กุ้ง เห็ด มะเขือเทศ ตะไคร้ ข่า และใบมะกรูด กับกะทิที่เข้มข้น ให้รสชาติเปรี้ยว เค็ม และเผ็ด ถูกปาก


อันดับ 9 ไอศครีม, สหรัฐอเมริกา
สไตล์ไอศครีมของอเมริกาที่จะมี ถั่วต่างๆ มาชเมลโลว์ และช็อคโกแลตซอส


อันดับ 10 Chicken muamba, กาบอง
อาหารของชาวกาบอง ที่จะใส่ส่วนผสมลงไปในเนยถั่ว ส่วนประกอบที่จะต้องใช้มี ไก่ พริก กระเทียม มะเขือเทศ พริกไทย เกลือ กระเจี๊ยบ และไขมันปาล์ม

นั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ อาจตายได้!



สำหรับผู้ที่ต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา
ควรที่จะระมัดระวังโรคที่เกี่ยวกับการนั่งใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหรือที่เรียกว่า DVT


อาการเลือดจับตัวเป็นก้อนเมื่อนั่งใช้คอมพิวเตอร์นานๆ (DVT)

แพทย์เชื่อว่าอาการเลือดจับตัวเป็นก้อนลิ่มในเส้นเลือดของผู้ป่วยใกล้ตายรายหนึ่ง
สาเหตุมาจากการที่ใช้เวลานั่งทำงานอย่างต่อเนื่องกับคอมพิวเตอร์นานเกินไป โดยที่ไม่ได้มีการขยับร่างกาย หรือลุกออกไปไหนเลย
มันเป็นเรื่องจริงที่ว่า คอมพิวเตอร์สามารถทำให้คุณตายได้ ซึ่ง เราไม่ได้กำลังพูดถึงนักเล่นเกมที่ตายหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์
หลังจากอดอาหาร และน้ำต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน แต่หมายถึงใครก็ตามที่จะได้รับผลกระทบ
จากการใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่กับโต๊ะคอมพิวเตอร์


นักวิจัยที่ประเทศนิวซีแลนด์พบว่าการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมง
อาจทำให้เลือดแข็งตัวเป็นก้อนลิ่ม เป็นอันตรายถึงตายได้ ลักษณะคล้ายๆ กับการเกิดอาการที่เรียกว่า DVT (Deep Vein Thrombosis)
ซึ่งเกิดจากการนั่งเครื่องบินในระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะชั้นที่นั่งราคาประหยัด บางทีจึงเรียกอาการนี้ว่า “economy-class sysdrome”

ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ถูกค้นพบโดยนักวิจัยที่ได้ข้อมูลว่า ชายวัย 32 ปี ผู้หนึ่งที่ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าเทอร์มินัลคอมพิวเตอร์
ประมาณ 18 ชั่วโมงต่อวันซึ่งอาการโคม่า เนื่อง จากเกิดอาการเลือดจับตัวเป็นก้อน โดยก้อนเลือดที่เกิดขึ้นนี้จะอยู่ในบริเวณขาบอบเขา
ก่อนที่จะแตกกระจายและเดินทางไปยังปอดทั้งสองของเขาอีกทีหนึ่ง อาการที่เรียกว่า DVT นี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีเลือดขันอยู่ในเส้นเลือดดำ
ซึ่งมันจะค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองไปเป็นก้อนลิ่ม โดยอาการที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนคือ ขา จะเริ่มบวม
ส่วนอาการที่อันตรายจะเกิดขึ้นเมื่อลิ่มเลือดแตกออก และเดินทางไปยังหัวใจ หรืออวัยวะภายในที่สำคัญๆ
ซึ่งผลลัพธ์ของอาการที่เกิดขึ้นจะไม่อาจคาดเดาได้


ข้อแนะนำ

นอกจากการที่ไม่ควรนั่งทำงาน หรือเล่นคอมพิวเตอร์นานเกินไปแล้ว ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่รู้สึกว่านั่งนานเกินไป
ให้พยายามกระดิกนิ้วเท้า และข้อเท้า ดื่มน้ำ และไม่ควรดื่มอัลกอฮอล์ นอกจากนี้ ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่นั่งนานควรจะลุกขึ้นและยืดขา
อย่างน้อยๆ ชั่วโมงละ 1 ครั้ง การใช้ยาแอสไฟริน ซึ่งช่วยให้เลือดไม่ข้นเกินไปก็สามารถช่วยได้เหมือนกัน
การนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์ในท่าทางที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงบ้าง ผู้เชี่ยวชาญบางท่านยังตั้งข้อสังเกตว่า
ผู้ใช้โน้ตบุ๊กคอมพิวเตอร์จะเสี่ยง ต่ออาการผิดปกติที่ว่านี้เป็น 2 เท่า
โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนั่งทำงานกับโน้ตบุ๊กในชั้นที่นั่งราคาประหยัดบนเครื่อง

ตะลึง ! หาดทรายแปลก เม็ดทรายเป็นรูปดาว !!







หาดทรายแห่งนี้ เมื่อมองผ่านมันก็ดูเป็นหาดทรายธรรมดาๆเท่านั้น แต่เมื่อหยิบเม็ดทรายมาส่องด้วยแว่นขยาย จะพบว่าเม็ดทรายเหล่านั้นมีลักษณะเป็นแฉกคล้ายดาว โดยธรรมชาติแล้วทรายตามชายหาดนั้นมักจะมีลักษณะไม่ค่อยมีเหลี่ยมคม ไม่เหมือนทรายน้ำจืด เนื่องจากคลื่นลมที่ซัดพาเม็ดทรายขึ้นลงตามกระแสน้ำ จะขัดสีเม็ดทรายให้หมดเหลี่ยมคม


แต่หาดทรายอันเงียบสงบ ที่ Hoshizuma เมืองโอกินาวา(Okinawa) ประเทศญี่ปุ่น แห่งนี้ กับมีเม็ดทรายเป็นรูปดาว โดยมีทั้งตำนาน และ ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้
- ตำนานกล่าวไว้ไว่า เม็ดทรายรูปดาวเหล่านี้คือ ลูกหลานของกลุ่มดาวกางเขนใต้ (Southern Cross) กับดาวเหนือ (North Star) ดาวน้อยเหล่านี้ถือกำเนิดในทะเลนอกชายฝั่งโอกินาวา แล้วถูกงูยักษ์ฆ่าตาย เหลือทิ้งไว้เพียงเศษกระดูรูปดาวที่ถูกพัดขึ้นมาเกยตื้นมากมายบนหาด

- ความจริงทางวิทยาศาสตร์ พวมมันเป็นซากของโปรโตซัว(Protozoa) สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว มีลักษณะคล้ายสัตว์ในตระกูล Foraminifera ที่อาศัยอยู่ตามพื้นทะเล โดยทั่วไปพวกมันมีโครงสร้างคล้ายหอย ที่เห็นเป็นแฉกก็คือระยางที่ใช้ในการเคลื่อนที่ ใช้ในการเก็บอาหารกิน เมื่อพวกมันตายส่วนที่เป็นแคลเซียมคาร์บอเนท(Calcium Carbonate) ที่เหลือจะถูกพัดพาขึ้นทับถมบนชายหาด แห่งนี้ สาเหตุที่พบมันมากในบริเวณนี้ก็เนื่องจากพวกมันชอบอาศัยอยู่ในบริเวณน้ำตื้น ในบริเวณนี้ ...









7 ของว่างสุดอร่อย ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ

เวลาว่าง ไม่ว่าจะดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่
แล้วเกิดความรู้สึกอยากทานของว่างอร่อยๆ และให้ประโยชน์แก่ร่างกาย
ถ้าคุณเคยคิดแบบนั้นและยังนึกไม่ออกว่าจะทานอะไรดี วันนี้มีเมนูของว่างที่สุดแสนจะอร่อย
แถมด้วยคุณประโยชน์มากมายต่อร่างกายมานำเสนอ

อยากรู้แล้วล่ะสิว่ามีอะไรบ้าง งั้นจะรอช้าอยู่ใย ตามมาดูกันเลย

1. แผ่นสาหร่าย



ของดีจากประเทศญี่ปุ่นอย่างแผ่นสาหร่ายอบกรอบ นอกจากจะมีรสชาติที่อร่อยถูกปาก

สามารถทานได้ทุกเพศทุกวัยแล้ว แผ่นสาหร่ายนี้ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก
โดยสาหร่ายถือเป็นแหล่งแร่ธาตุอาหารที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว
ง่ายต่อระบบย่อยอาหาร ที่สำคัญยังนำสาหร่ายไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นข้าวปั้น หรือทานเปล่า ๆ
ก็เข้าท่าอยู่ไม่น้อยแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ดื่มน้ำตามไปด้วย จะช่วยให้ทานแผ่นสาหร่ายได้คล่องคอมากยิ่งขึ้น


ปล. แต่สาหร่ายบ้านเรา แปรรูปนะครับ กินมากไปก็ไม่ได้

2. ถั่วนานาชนิด



ไม่ว่าจะเป็นอัลมอนด์ แมคคาเดเมีย ถั่วพิตาชิโอ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ทั้ง
ในเรื่องของปริมาณไขมันในเลือด และความดันเลือดที่ลดต่ำลง แถมยังช่วยลดความ
เสี่ยงของโรคหัวใจได้มากกว่าอาหารที่มีไขมันน้อยอีกด้วย ที่สำคัญถั่วบางชนิดอย่างเช่น
ถั่วอัลมอนด์ก็ควรจะทานทั้งเปลือก เพราะเปลือกสามารถให้ไฟเบอร์ได้สูงเลยทีเดียว


3. คะน้าทอดกรอบ (Kale Chips)



ไม่ต้องแปลกใจไป หากผักคะน้าอยู่ตามร้านอาหารตามสั่งจะกลายมาเป็นของว่างได้
หากคุณไม่เชื่อให้ลองนำใบคะน้ามาทอดจนหอม กรอบ แล้วทานดูได้เลย
ทั้งนี้ทั้งนั้นคะน้ามีสรรพคุณมากมายทั้งวิตามินหลากหลายชนิด เช่น เบต้าแคโรทีน
ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
แถมยังมีวิตามินซีที่ช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อให้ชุ่มชื้น และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคของเรามีความแข็งแรงสมบูรณ์


อ้อ อย่าลืมทอดด้วยน้ำมันน้อย ๆ นะ ไม่งั้นจะเป็นการสะสมไขมันไปโดยไม่รู้ตัว

4. เนยถั่ว



อีกหนึ่งอาหารที่สามารถทานเล่นควบคู่กับแครกเกอร์เป็นขนมทานเล่นแสนอร่อยได้อย่างง่าย ๆ
นอกจากนี้เนยถั่วยังมีประโยชน์สำหรับผิวและช่วยให้สดใส และมีใยอาหารซึ่งจะให้พลังงานแก่ร่างกายเป็นอย่างดี


5. ไข่ต้ม



ไข่ต้ม ถือเป็นอาหารคู่ครัว มีประโยชน์สารพัด เป็นอาหารที่ให้ทั้งโปรตีน และมีกรดอะมิโนที่
จำเป็นต่อร่างกาย แถมยังมีคุณค่าทางโภชนาการต่าง ๆ อีกมากมาย ทำก็ง่าย ทานกับอะไรก็
อร่อย... แต่ก็อย่าบริโภคมากจนเกินไป เพราะไข่ให้คอเลสเตอรอลต่อร่างกายสูงอยู่ไม่น้อย


6. ถั่วลูกไก่ (Roast Chickpeas)



ถั่วลูกไก่นี้เป็นถั่วที่คนอินเดียนิยมใช้ทำอาหาร เม็ดใหญ่ เคี้ยวมันอร่อย ที่สำคัญคือให้โปรตีนสูง
เหมาะการทานเล่นอย่างมาก และยิ่งนำไปคั่วด้วยแล้ว ก็จะยิ่งหอมอร่อยมากยิ่งขึ้นไปอีก
นึกภาพแล้วน้ำลายสอเลยที่เดียว


7. ดาร์กช็อกโกแลต



คุณรู้หรือไม่ว่าช็อกโกแลตแท้ที่ไม่ผสมนม หรือที่เรียกกันว่า "ดาร์กช็อกโกแลต" นี้ มีประโยชน์
ต่อร่างกายมากกว่าช็อกโกแลตที่ผสมนม เนื่องจากว่าช็อกโกแลตสีเข้มจะมีสารต่อต้านอนุมูล
อิสระมากกว่า ซึ่งสารนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระก่อตัวขึ้นบริเวณหัวใจและหลอดเลือด
นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อหัวใจและเพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย


เมนูของว่างสุดแสนอร่อย แถมยังอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมายต่อร่างกายเหล่านี้แล้ว
ก็อย่าลืมชวนคนที่บ้านทานด้วยนะ แบ่งปันความอร่อยให้แก่กัน เพิ่มรสชาติให้กับของที่ทานได้อย่างดีเลยล่ะ

"ระวัง" นอนมากกว่า 8 ชม. อาจเป็นอัลไซเมอร์



อันตราย! ผลวิจัยระบุคนที่นอนเกินวันละ 8 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นพวกนอนจนตะวันสายโด่ง
หรือพวกที่แอบหลับตอนบ่าย มีแนวโน้มเพิ่มเท่าตัวที่จะเป็น โรคอัลไซเมอร์


แม้เหตุผลในเรื่องนี้ยังไร้ซึ่งความชัดเจน แต่อาจเป็นไปได้ว่าการนอนมากเกินไปเป็นสัญญาณเบื้องต้นของโรคอัลไซเมอร์
หรือโรคสมองเสื่อมแบบอื่นๆ นอกจากนั้นยังเป็นสัญญาณของอาการซึมเศร้า ซึ่งรู้กันว่าเพิ่มความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมในผู้สูงวัย
ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงเรียกร้องให้แพทย์ค้นหาพฤติกรรมการนอนนานผิดปกติ เพื่อเตือนถึงความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์

งานวิจัยล่าสุดนี้จัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมาดริดสเปน โดยการศึกษาชาย-หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป
จำนวน 3,286 คนกลุ่มตัวอย่างแต่ละคนจะถูกสอบถามประวัติสุขภาพและรูปแบบการใช้ชีวิต เช่น นอนเฉลี่ยวันละกี่ชั่วโมง
โดยครอบคลุมการงีบหลับตอนกลางวันด้วย จากนั้นนักวิจัยจะติดตามผลกลุ่มตัวอย่างนานกว่าสามปี
ซึ่งปรากฏว่าในระหว่างนั้นมี 140 คนที่มีอาการอัลไซเมอร์หรือโรคสมองเสื่อมรูปแบบอื่นๆ

ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่นอนวันละเกิน 8-9 ชั่วโมง มีแนวโน้มเป็นโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้นเท่าตัว
ในรายงานที่อยู่ในวารสารยูโรเปียน เจอร์นัล ออฟ นิวโรโลจี้ นักวิจัยระบุว่าได้ค้นพบความเชื่อมโยงชัดเจน
ระหว่างการนอนนานๆกับโรคสมองเสื่อม? การนอนนานๆ อาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของโรคนี้ หรืออาจทำให้ความเสี่ยงโรคนี้เพิ่มขึ้น
แต่กลไกของความเชื่อมโยงนี้ยังเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้? ดร.ซูซานน์ ซอเรนเซน หัวหน้าฝ่ายวิจัยของอัลไซเมอร์ โซไซตี้
แสดงความเห็นว่ารายงานฉบับนี้สะท้อนว่าการนอนนานกว่าปกติและความรู้สึกง่วงเหงาซึมเซา
ระหว่างวันอาจเชื่อมโยงกับการเป็นโรคสมองเสื่อมภายในสามปี? ไม่มีความเชื่อมโยงอย่างเป็นรูปธรรมที่บ่งชี้ว่าการนอนนานกว่าปกติ
เป็นปัจจัยเสี่ยงโดยตรงของโรคสมองเสื่อม แต่อาจเป็นเพียงสัญญาณเบื้องต้นของอาการที่ยังตรวจไม่พบเท่านั้น
เนื่องจากขณะนี้มีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่ได้รับการวินิจฉัยโรคอย่างเป็นทางการ
ดังนั้นจึงสมควรอย่างยิ่งที่จะมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันงานศึกษา ล่าสุดนี้?

อัลไซเมอร์ นั้นเป็นตัวทำลายสารสื่อสารในสมอง โดยเริ่มต้นจากการที่ตะกอนพิษสะสมในสมอง
และขัดขวางระบบการสื่อสารปกติโดยทำให้เกิดการอักเสบ แม้ยังไม่ทราบ สาเหตุที่แน่ชัด แต่นักวิจัยแนะนำให้ลับสมองเป็นประจำ
เช่น โดยการเล่นเกมปริศนาอักษรไขว้ เล่นไพ่ อ่าน-เขียนหนังสือ
นอกจากนั้น ผลวิจัยที่เปิดเผยออกมาเมื่อต้นสัปดาห์ยังพบว่า การออกกำลังกายเป็นประจำ
และกินอาหารที่อุดมด้วยผัก ผลไม้ น้ำมันปลา และถั่ว ช่วยลด ความเสี่ยงอัลไซเมอร์ได้ถึง 80%

ขณะเดียวกัน การศึกษาที่ออกมาเมื่อต้นปี พบว่าการนอนมากเกินไปมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคเบาหวานประเภทสอง
โดยการนอนหลับหลังอาหารกลางวันเป็นประจำเพิ่มความเสี่ยง 26%
ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวไปขัดขวางการรักษาสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

10 โรคประหลาดที่สุดในโลก!!

โลกเรายังมีโรคแปลกๆ ที่ยังรักษาไม่หายอยู่เป็นจำนวนมาก แม้แต่แพทย์ยังไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำให้ผู้ป่วยต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ซึ่ง 10 โรคต่อไปนี้เราอาจจะเคยได้ยิน หรือเห็นคนเป็นโรคมาบ้าง แต่บางโรคก็ไม่เคยได้ยินเลย และเพิ่งจะรู้ว่ามีโรคนี้อยู่บนโลกด้วยหรือ

1 .โรคค็อดทาร์ดหรือโรคศพเดิน (Walking Corpse Syndrome)




เป็น หนึ่งในโรคทางจิต ตั้งชื่อตามนายแพทย์จูลส์ ค็อดทาร์ด แพทย์ด้านสมองชาวฝรั่งเศส ที่พบว่าผู้ป่วยคนหนึ่งของเขาเป็นโรคนี้ นายแพทย์ค็อดทาร์ดกล่าวถึงผู้ป่วยที่เขารักษาว่า "เธอไม่เชื่อว่าเธอมีอวัยวะ จึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องกินอาหาร" ผู้ป่วยมีความเชื่อว่าสูญเสียอวัยวะสำคัญ แม้กระทั่งสูญเสียวิญญาณ ผู้ที่เป็นมากๆ จะเชื่อว่าตนตายไปแล้ว ทั้งยังได้กลิ่นเหม็นเน่าจากเนื้อของตัวเอง รู้สึกว่าเหมือนหนอนกำลังกัดกินเนื้อ บางคนเชื่อว่าตัวเองไม่มีกระเพาะ จึงไม่กินอาหาร เป็นไปได้ว่าผู้ที่เป็นโรคเสพยาบ้า โคเคน มากเกินไป และอาจเกี่ยวข้องกับโรคจิตเภท โรคอารมณ์แปรปรวน


2.โรคแวมไพร์ซินโดรม



ได้ชื่อว่าแวมไพร์ต้องนึกถึงผีค้างคาวดูดเลือดที่ ออกอาละวาดในยามราตรี แต่กลัวแสงสว่างเป็นที่สุด ผู้ป่วยโรคนี้ก็เช่นกัน คือกลัวแสงสว่าง เพราะเมื่อถูกแสงแดดแล้วจะเจ็บปวดอย่างมหาศาล ผิวแห้งแตกเป็นขุย มีรอยไหม้


3. โรคจัมพิ่ง เฟรนช์แมน ออฟ เมน (Jumping Frenchman of Maine Disorder)



เป็น โรคที่นายแพทย์จอร์จ มิลเลอร์ เบียร์ด อธิบายไว้เป็นคนแรก เมื่อค.ศ.1878 คาดว่าผู้ป่วยที่เขาพบนั้นเป็นชายชาวแคนาดาเชื้อสายฝรั่งเศส ผู้ป่วยจะเกิดอาการเมื่อถูกกระตุ้น เช่น ถ้าตะโกนดังๆ ให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งผู้ป่วยก็จะทำตามนั้น เช่น มีผู้ตะโกนว่า "ตบหน้าเมีย" ก็จะกระโดดเข้าไปตบหน้าภรรยาของตนเองทันที หรือถ้าได้ยินประโยคแปลกๆ ประโยคที่เป็นภาษาต่างประเทศ ก็จะพูดประโยคนั้นๆ ซ้ำไปซ้ำมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้


4.โรคเส้นบลาชโค (Blaschko"s lines)



ผู้เป็นโรคจะลายริ้วๆ ไปทั้งตัวนับ เป็นโรคหายากอีกโรคหนึ่ง ไม่สามารถอธิบายได้ตามหลักกายวิภาค ผู้ที่กล่าวถึงโรคนี้เป็นครั้งแรกคือนายแพทย์อัลเฟรด บลาชโค แพทย์ด้านผิวหนังชาวเยอรมัน ที่กล่าวถึงอาการของผู้เป็นโรคเมื่อค.ศ.1901 บริเวณกระดูกสันหลังจะเป็นเส้นรูปตัว V บริเวณหน้าอก ท้อง และข้างลำตัวจะเป็นเส้นรูปตัว S 5.โรคพิคา หรือโรคที่กินวัตถุที่ไม่สามารถบริโภคได้ ผู้ ที่เป็นโรคจะมีความอยากกินวัตถุที่ไม่ใช่อาหารมาก เช่น ดิน กระดาษ กาว โคลน ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่มีวิธีรักษา แต่เป็นไปได้ว่าร่างกายขาดแร่ธาตุบางอย่าง


6.โรคอลิซในแดนมหัศจรรย์ หรือ "ไมครอพเซีย"



เกิด จากความผิดปกติของสมอง ที่แปรสัญญาณไปยังสายตาผู้ป่วยให้มองทุกอย่างเล็กจากความเป็นจริง ทั้งที่สายตาของผู้ป่วยไม่มีความผิดปกติใดๆ เช่น มองสุนัขที่เลี้ยงไว้ ก็จะเห็นว่ามีขนาดเท่าหนู รถยนต์คันใหญ่ ก็จะเห็นว่ามีขนาดเท่ากับรถเด็กเล่น
7.โรคบลูสกิน หรือ "โรคผิวสีน้ำเงิน"



ผู้ เป็นโรคจะมีร่างกายเป็นสีน้ำเงิน ที่สหรัฐเมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว ครอบครัวของนายมาร์ติน ฟูเกต เด็กกำพร้าชาวฝรั่งเศส และเข้ามาตั้งรกรากอยู่บริเวณลำธารทร็อบเบิ้ลซัมครีก รัฐเคนตั๊กกี้ เมื่อค.ศ.1820 เป็นโรคนี้กันอย่างถ้วนหน้า เริ่มจากที่นายฟูเกตเองที่เป็นโรคอยู่แล้ว เมื่อเขาสมรสกับหญิงปกติ ลูก 4 ใน 7 คนเป็นโรคสีน้ำเงินเหมือนพ่อ ลูกหลานที่มาจากเชื้อสายนี้อีก 6 ชั่วคนยังเป็นโรคนี้ด้วย โดยหนูน้อยเบนจามิน สเตซี่ ที่มีเชื้อสายฟูเกต เป็นคนในตระกูลล่าสุดที่เป็นโรค โชคดีที่เด็กชายไม่เป็นมาก เพียงไม่นานหลังจากเกิดก็หาย ปัจจุบันเด็กชายอายุ 8 ขวบ


8.โรคเวอร์วูล์ฟซินโดรม ผู้ป่วยจะมีขนยาวรุงรังตามหน้าตา แขนขา



ทุก ส่วนของร่างกาย คาดว่าปัจจุบันมีผู้เป็นโรคประมาณ 50 คนจากทั่วโลก เช่น เด็กชายปรัชวิราช พาทิล ชาวอินเดีย ที่ต้องเจ็บปวดจากการล้อเลียนของเพื่อนๆ และสังคม ซึ่งครอบครัวพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือ ทั้งใช้เลเซอร์แบบแพทย์แผนปัจจุบัน ไปจนถึงการรักษาแบบทางเลือก อายุรเวช


9.โรคมือเท้าช้างหรือ "เอเลแฟนต์เทียซิส" เป็นโรคที่พบเห็นกันค่อนข้างบ่อย โดย เฉพาะในประเทศเขตร้อนที่มียุง เนื่องจากยุงเป็นพาหะของโรค โดยจะแพร่หนอนปรสิตวูชีเรเรียแบนครอฟตี หนอนปรสิตบรูเจียมาลายี หนอนปรสิตบี.ทิโมลี มายังคน ทำให้ไข่ของหนอนปรสิตเข้ามาในกระแสเลือดและแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย มันอาจใช้เวลาฟักตัวนานหลายปี ที่เว็บไซต์ของโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อนระบุว่า โรคมือเท้าช้างเป็นโรคที่เกิดจากหนอนพยาธิตัวกลมฟิลาเรีย มีลักษณะคล้ายเส้นด้ายอาศัยอยู่ในระบบน้ำเหลืองของคน โดยมียุงเป็นพาหะนำโรค อาการที่เห็นได้ชัดคือ ขา แขน หรืออวัยวะเพศบวมโตผิดปกติ เนื่องจากภาวะอุดตันของท่อน้ำเหลือง โรคเท้าช้างในประเทศไทยมี 2 ชนิด ชนิดแรกเกิดจากเชื้อบรูเจียมาลายี มักมีอาการแขนขาโต พบมากในบริเวณที่ราบทางฝั่งตะวันออกของภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปจนถึงนราธิวาส โดยมี "ยุงลายเสือ" เป็นพาหะ ยุงชนิดนี้กัดกินเลือดของสัตว์และคน ชอบออกหากินเวลากลางคืน มีแหล่งเพาะพันธุ์ตามแอ่งหรือหนองน้ำที่มีวัชพืชและพืชน้ำต่างๆ เช่น จอก ผักตบชวา แพงพวยน้ำ หรือหญ้าปล้อง ชนิดที่สองเกิดจากเชื้อวูชีเรเรียแบนครอฟตี มักทำให้เกิดอาการบวมโตของอวัยวะสืบพันธุ์และแขนขา พบมากในบริเวณภาคตะวันตกของประเทศไทย เช่น ที่อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก อำเภอละอุ่น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง เป็นต้น ยุงพาหะนำโรคเท้าช้างชนิดนี้ได้แก่ "ยุงลายป่า" เพาะพันธุ์ตามป่าไผ่ ในโพรงไม้ และกระบอกไม้ไผ่ ปัจจุบันพบว่าเชื้อโรคเท้าช้างชนิดวูชีเรเรียแบนครอฟตี สายพันธุ์ที่นำเข้าโดยผู้อพยพจากชายแดนไทย-พม่า มียุงพาหะหลายชนิดรวมทั้งยุงรำคาญ ซึ่งเป็นยุงบ้านที่พบได้ทั่วไป คนที่มีอาการมักจะเกิดจากการที่ถูกยุงที่มีเชื้อพยาธิเท้าช้างกัดซ้ำหลาย ครั้ง อาการในระยะแรก ผู้ป่วยอาจมีไข้ ซึ่งเกิดจากการอักเสบของต่อมและท่อน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ขาหนีบ หรืออัณฑะ เนื่องจากพยาธิตัวแก่ที่อยู่ในท่อน้ำเหลืองสร้างความระคายเคืองแก่เนื้อ เยื่อภายใน รวมทั้งมีการปล่อยสารพิษออกมาด้วย อาการอักเสบจะเป็นๆ หายๆ อยู่เช่นนี้ และจะกระตุ้นให้เกิดอาการบวมขึ้น หากเป็นนานหลายปีจะทำให้อวัยวะนั้นบวมโตอย่างถาวรและผิวหนังหนาแข็งขึ้นจนมี ลักษณะขรุขระ



10.โรคโพรจีเรีย หรือ "โรคแก่ก่อนวัยอันควร"



เป็นโรคที่เกิดจากรหัสทางพันธุกรรมตัวหนึ่งบกพร่อง ทำให้ผู้ป่วยมีรูปร่างหน้าตาแก่กว่าอายุจริงมาก ส่วนใหญ่แล้วเด็กจะอายุสั้น คือไม่เกิน 13 ปี มักเสียชีวิตจากสาเหตุหัวใจล้มเหลว หัวใจวาย อาการของผู้เป็นโรคคือ หัวล้าน กระดูกบาง มีรูปร่างเตี้ยแคระ มักเจ็บปวดตามข้อ แต่เมื่อแรกเกิดแล้วจะดูเหมือนกับเด็กปกติ

“ชิงเต่า ไฮ่วาน” (Qingdao Haiwan) สะพานข้ามทะเล ที่ยาวที่สุดในโลก

สะพานข้ามทะเลสาปปอนต์ชาร์ทเทรน คอสเวย์ (Lake Pontchartrain Causeway)
ในรัฐหลุยเซียน่าของอเมริกาต้องเสียแชมป์ความยาวที่สุดในโลกให้กับจีนแล้ว
เมื่อต้นปี 2011 ที่ผ่านมา


สะพานข้ามทะเลสาปปอนต์ชาร์ทเทรน คอสเวย์ (Lake Pontchartrain Causeway)



สะพานชิงเต่า ไฮ่วาน(Qingdao Haiwan)

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า
จีนได้สร้างสะพานชิงเต่า ไฮ่วาน(Qingdao Haiwan) ในเมืองชิงเต่า รัฐชานตุง
ซึ่งมีความยาวกว่า 26.4 ไมล์ และยาวกว่าสะพานข้ามทะเลสาปปอนต์ชาร์ทเทรน คอสเวย์
ของอเมริกาที่เคยได้ชื่อว่าเป็นสะพานยาวที่สุดในโลกราว 3 ไมล์
โดยสะพานแห่งนี้ถือเป็นจุดเชื่อมระหว่างท่าเรือชิงเต่า
ที่กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจ ทางภาคตะวันออกของจีน กับเมืองหวังเต่า



รายงานระบุว่า สะพานแห่งนี้ สร้างด้วยงบประมาณ 5,500 ล้านดอลลาร์ ใช้ระยะเวลาการสร้างเพียง 4 ปี

เป็นสะพานถนนหกเลน สร้างโดยใช้วิศวกรจีนล้วนๆ กลุ่ม 'ชานดุง เกาซู กรุ๊ป' (Shandong Gausu Group)



ใช้คนงานจำนวน 1 หมื่นคน แบ่งเป็น 2 ทีมสร้างสะพานสายนี้ ตลอด 24 ชม.
โดยทำงานจากคนละปลายของสะพาน แล้วมาบรรจบกันตรงกลาง

สะพานนี้ประเมินว่า จะสามารถรองรับรถยนต์ได้เป็นจำนวน 30,000 คันต่อวัน
และสามารถลดระยะทางการเดินทางระหว่างเมืองชิงเต่าและเมืองหวังเต่า เป็นระยะเวลา 20-30 นาที


สะพานแห่งนี้ยังสร้างด้วยเหล็กจำนวน 450,000 ตัน
ซึ่งหากเทียบแล้วสามารถใช้สร้างหอไอเฟิลของฝรั่งเศสได้กว่า 65 หอ

และใช้คอนกรีตเป็นจำนวน 2.3 ล้านลูกบาศก์เมตร
ซึ่งจะสามารถสร้างสระว่ายน้ำขนาดกีฬาโอลิมปิกได้เป็นจำนวน 3,800 แห่ง



นอกจากนี้ สะพานแห่งนี้ยังแข็งแกร่งพอที่จะรองรับ
แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวขนาด 8 ริกเตอร์,
พายุไต้ฝุ่น หรือการพุ่งชนของเรือที่มีน้ำหนัก 300,000 ตัน

ทั้งนี้ สำหรับเมืองชิงเต่า ถือเป็นเมืองที่มีการขยายตัวเติบโตรวดเร็วที่สุด ด้วยอัตราการขยายตัว
ทางเศรษฐกิจราว 16 % ต่อปี