วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วิธีตรวจสอบยาหมดอายุ

“การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ภาษิตฮิตติดหูที่คนสบายดีคงไม่เข้าใจ แต่สำหรับผู้ที่เจ็บป่วยแล้ว ยาเป็นหนึ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งและเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต ยาสามารถช่วยรักษาโรคให้หายขาดได้ถ้ารู้จักใช้และยานี้เองก็มีผลเสียต่อสุขภาพถ้าใช้ในทางที่ผิด วันนี้สาระน่ารู้มีวิธีตรวจสอบยาหมดอายุมาฝากกันครับ โดยให้เครดิตกับโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์

1. ดูจากวันหมดอายุที่พิมพ์ไว้ที่ฉลาก กล่องหรือแผงบรรจุยา ซึ่งมักจะระบุเป็นภาษาไทยว่า “วันหมดอายุ”หรือ “ยาสิ้นอายุ” หรือระบุเป็นภาษาอังกฤษว่า “Exp. Date” หรือ “Expired Date” หรือ “Exourt Date” หรือ”Use before” เป็นต้น ถ้ายานั้นอยู่นานเกินกว่าวันที่ระบุไว้ก็ไม่ควรนำมาใช้

2. ดูจากวันที่ผลิตมักจะระบุควบคู่กับวันหมดอายุ ยาบางชนิดที่ผลิตมานาน เกินกว่า 5 ปี ไม่ควรใช้ เพราะตัวยาบางอย่างอาจเสื่อมสภาพได้

3. ดูจากสภาพของยา ดังนี้
3.1 ยาเม็ด ให้ดูว่ามีสีต่างไปจากเดิมหรือไม่ ถ้าเป็นเม้ดยาที่เคลือบน้ำตาล เม็ดยาต้องไม่แตก ไม่เยิ้ม ถ้าเป็นชนิดแคปซูลต้องไม่บวมพอง และไม่มี
ตัวยาซึมออกมา
3.2 ยาน้ำ ถ้าเป็นชนิดน้ำใส ยาที่ดีต้องไม่มีตะกอน ไม่แยกชั้น สี กลิ่น รสของยาต้องไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าเป็นยาน้ำแขวนตะกอนต้องไม่จับกันเป็นก้อนแข็ง หรือเละ เขย่าไม่ออก
3.3 ยาครีม เนื้อยาต้องเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่แยกตัวเป็นน้ำใส และเนื้อครีมต้องไม่หยาบ
3.4 ยาหยอดตา ไม่ควรมีลักษณะขุ่นหรือตกตะกอน ยาหยอดตาบางชนิดต้องเก็บที่อุณหภูมิต่ำ เช่น ในตู้เย็น ช่องธรรมดา เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพของยาก่อนกำหนด โดยทั่วไปเมื่อเปิดใช้แล้วไม่ควรเก็บนานเกิน 1 เดือน

4. หากฉลากยาไม่ปรากฎข้อมูลความชัดเจนใด ๆ ไม่แน่ใจว่าได้มาอย่างไร เมื่อไร ก็ไม่ควรใช้ยานั้น

5. การเก็บรักษายาที่ดี ควรจัดเก็บในภาชนะที่เหมาะสม เช่น กระปุกยา ซองยา ฯลฯ จัดไว้ให้เป็นที่เป็นทางเช่น ในตู้ยา ในกล่อง ในถุง ในลิ้นชัก หรือในตู้ เป็นต้น ซึ่งมีสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงทั้งแสงความร้อน และความชื้น เพราะทั้งสามสิ่งนี้จะส่งผลต่อความคงตัวของยา จึงควรเก็บยาให้พ้นแสง อย่าให้ร้อนเกินไป และไม่ควรมีความชื้นสูง ซึ่งจะส่งผลทำลายคุณภาพของยาได้ ยาที่เก็บเป็นระยะเวลานานก็ไม่ควรนำมาใช้

วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อุทกภัย

1. อะไรเป็นสาเหตุของอุทกภัยในประเทศไทย
อุทกภัยคือ ภัยและอันตรายที่เกิดจากสภาวะน้ำท่วมหรือน้ำท่วมฉับพลัน มีสาเหตุมาจากการเกิดฝนตกหนักหรือฝนต่อเนื่องเป็นเวลานาน เนื่องมาจาก

1.1 หย่อมความกดอากาศต่ำ
1.2 พายุหมุนเขตร้อน ได้แก่ พายุดีเปรสชั่น, พายุโซนร้อน, พายุใต้ฝุ่น
1.3 ร่องมรสุมหรือร่องความกดอากาศต่ำ
1.4 ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
1.5 ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ
1.6 เขื่อนพัง

2. ลักษณะของอุทกภัยเกิดได้อย่างไรบ้าง
ลักษณะของอุทกภัยมีความรุนแรง และรูปแบบต่าง ๆ กัน ขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศ และสิ่งแวดล้อมของแต่ละพื้นที่โดยมีลักษณะดังนี้

2.1 น้ำป่าไหลหลาก หรือน้ำท่วมฉับพลัน มักจะเกิดขึ้นในที่ราบต่ำหรือที่ราบลุ่มบริเวณใกล้ภูเขาต้นน้ำ เกิดขึ้นเนื่องจากฝนตกหนักเหนือภูเขาต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้จำนวนน้ำสะสมมีปริมาณมากจนพื้นดิน และต้นไม้ดูดซับไม่ไหวไหลบ่าลงสู่ที่ราบต่ำ เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว มีอำนาจทำลายร้างรุนแรงระดับหนึ่ง ที่ทำให้บ้านเรือนพังทลายเสียหาย และอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

2.2 น้ำท่วม หรือน้ำท่วมขัง เป็นลักษณะของอุทกภัยที่เกิดขึ้นจากปริมาณน้ำสะสมจำนวนมาก ที่ไหลบ่าในแนวระนาบ จากที่สูงไปยังที่ต่ำเข้าท่วมอาคารบ้านเรือน เรือกสวนไร่นาได้รับความเสียหาย หรือเป็นสภาพน้ำท่วมขัง ในเขตเมืองใหญ่ที่เกิดจากฝนตกหนัก ต่อเนื่องเป็นเวลานาน มีสาเหตุมาจากระบบการระบายน้ำไม่ดีพอ มีสิ่งก่อสร้างกีดขวางทางระบายน้ำ หรือเกิดน้ำทะเลหนุนสูงกรณีพื้นที่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเล

2.3 น้ำล้นตลิ่ง เกิดขึ้นจากปริมาณน้ำจำนวนมากที่เกิดจากฝนหนักต่อเนื่อง ที่ไหลลงสู่ลำน้ำ หรือแม่น้ำมีปริมาณมากจนระบายลงสู่ลุ่มน้ำด้านล่าง หรือออกสู่ปากน้ำไม่ทัน ทำให้เกิดสภาวะน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมเรือกสวน ไร่นา และบ้านเรือนตามสองฝั่งน้ำ จนได้รับความเสียหาย ถนน หรือสะพานอาจชำรุด ทางคมนาคมถูกตัดขาดได้

3. เมื่อเกิดอุทกภัยอันตรายและความเสียหายที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง

สามารถแบ่งอันตรายและความเสียหายที่เกิดจากอุทกภัยดังนี้
ความเสียหายโดยตรง

3.1 น้ำท่วมอาคารบ้านเรือน สิ่งก่อสร้างและสาธารณสถาน ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก บ้านเรือนหรืออาคารสิ่งก่อสร้างที่ไม่แข็งแรงจะถูกกระแสน้ำที่ไกลเชี่ยวพังทลายได้ คนและสัตว์พาหนะและสัตว์เลี้ยงอาจได้รับอันตรายถึงชีวิตจากการจมน้ำตาย

3.2 เส้นทางคมนาคมและการขนส่ง อาจจะถูกตัดเป็นช่วง ๆ โดยความแรงของกระแสน้ำ ถนน และสะพานอาจจะถูกกระแสน้ำพัดให้พังทลายได้ สินค้าพัสดุอยู่ระหว่างการขนส่งจะได้รับความเสียหายมาก

3.3 ระบบสาธารณูปโภค จะได้รับความเสียหาย เช่น โทรศัพท์ โทรเลข ไฟฟ้า และประปา ฯลฯ

3.4 พื้นที่การเกษตรและการปศุสัตว์จะได้รับความเสียหาย เช่น พืชผล ไร่นา ทุกประการที่กำลังผลิดอกออกผล อาจถูกน้ำท่วมตายได้ สัตว์พาหนะ วัว ควาย สัตว์เลี้ยง ตลอดจนผลผลิตที่เก็บกักตุน หรือมีไว้เพื่อทำพันธุ์จะได้รับความเสียหาย ความเสียหายทางอ้อม จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยทั่วไป เกิดโรคระบาด สุขภาพจิตเสื่อม และสูญเสียความปลอดภัยเป็นต้น




รูปที่ 1 อุทกภัยที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อเดือน พฤศจิกายน 2543
4. วิธีปฏิบัติในการป้องกันตนเองและบรรเทาจากอุทกภัย กระทำได้อย่างไรบ้าง

4.1 การวางแผนการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิ์ภาพ ควรกำหนดผังเมือง เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของตัวเมือง ไม่ให้กีดขวางทางไหลของน้ำ กำหนดการใช้ที่ดินบริเวณพื้นที่น้ำท่วม ให้เป็นพื้นที่ราบลุ่มรับน้ำ เพื่อเป็นการหน่วงหรือชะลอการเกิดน้ำท่วม

4.2 การออกแบบสิ่งก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ให้มีความสูงเหนือระดับที่น้ำเคยท่วมแล้ว เช่น บ้านเรือนที่ยกพื้นสูงแบบไทย ๆ เป็นต้น

4.3 การเคลื่อนย้ายวัสดุจากที่ที่จะได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากน้ำท่วม ให้ไปอยู่ในที่ปลอดภัยหรือในที่สูง

4.4 การนำถุงทรายมาทำเขื่อน เพื่อป้องกันน้ำท่วม

4.5 การพยากรณ์และการเตรียมภัยน้ำท่วม เพื่อให้ประชาชนรับทราบล่วงหน้า เพื่อเตรียม ป้องกัน

4.6 การสร้างเขื่อน ฝาย ทำนบ และถนน เพื่อเป็นการกักเก็บน้ำหรือเป็นการกั้นทางเดิน ของน้ำ เป็นต้น

5.สถิติอุทกภัยร้ายแรงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มีที่ใดและเกิดขึ้นเมื่อไรในอดีตมีอุทกภัยหลายเหตุการณ์

5.1 อุทกภัยจากพายุอีรา เข้าสู่ประเทศไทยที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2533 สรุปความเสียหายได้ดังนี้
ถนนเสียหาย 3,891 สาย

สะพานถูกทำลาย 332 แห่ง
เหมือง ฝาย 242 แห่ง
โรงเรียน 43 แห่ง
วัด 17 แห่ง
พื้นที่เกษตรกรรม 4,133,281 ไร่
มูลค่าความเสียหาย 6,011,353,756 บาท

5.2 อุทกภัยจากพายุดีเปรสชั่น เข้าประเทศไทย ที่ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2536 สรุปความเสียหายได้ดังนี้

ประชาชนประสบภัย 377,070 คน
ตาย 23 คน
อพยพราษฎร 16,487 คน
บาดเจ็บ 252 คน
บ้านเรือนได้รับความเสียหาย 2,180 คน
พื้นที่การเกษตรเสียหาย 701,483 ไร่
ปศุสัตว์ 403,090 ตัว
ถนนเสียหาย 4,231 แห่ง
ฝาย-ทำนบเสียหาย 135 แห่ง
สะพานชำรุด 479 แห่ง
สาธารณประโยชน์อื่น ๆ 972 แห่ง
มูลค่าความเสียหายรวม 1,260,940,725 บาท

5.3 อุทกภัยจากพายุซีตา เคลื่อนผ่านประเทศเวียดนามตอนบน และประเทศลาวเข้าสู่ประเทศพม่า ใกล้กับภาคเหนือของประเทศไทย ช่วงวันที่ 23-24 สิงหาคม 2540 สรุปความเสียหายได้

ประชาชนประสบภัย 799,274 คน
ตาย 49 คน
สูญหาย 2 คน
บาดเจ็บ 395 คน
บ้านเรือนได้รับความเสียหาย 4,627 หลัง
บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 519 หลัง
ถนนเสียหาย 4,218 แห่ง
ฝาย-ทำนบเสียหาย 622 แห่ง
สะพานชำรุด 610 แห่ง
สาธารณประโยชน์ 2,425 แห่ง
มูลค่าความเสียหายรวม 2,944,750,817 บาท

5.4 อุทกภัยและวาตภัย เนื่องจากพายุลินดาเข้าประเทศไทยที่ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 สรุปความเสียหายได้ดังนี้

ประชาชนประสบภัย 461,263 คน
ตาย 9 คน
สูญหาย 2 คน
บาดเจ็บ 20 คน
บ้านเรือนได้รับความเสียหาย 9,248 หลัง
ถนนเสียหาย 1,223 แห่ง
ฝาย-ทำนบเสียหาย 40 แห่ง
สะพานชำรุด 20 แห่ง
สาธารณประโยชน์ 58 แห่ง
มูลค่าความเสียหายรวม 213,054,675 บาท

5.5 อุทกภัยที่จังหวัดสงขลา เนื่องจากฝนตกหนัก ในช่วง 20-22 พฤศจิกายน 2543 สรุปความเสียหายดังนี้

ประชาชนประสบภัย 552,579 คน
ตาย 26 คน
มูลค่าความเสียหายรวม 1,961,899,075 บาท



รูปที่ 2 ความเสียหายจากพายุลินดาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2540

6. เมื่อได้รับคำเตือนเรื่อง อุทกภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยา ควรปฏิบัติตนอย่างไร

ก่อนเกิดอุทกภัยควรปฏิบัติดังนี้

1. เชื่อฟังคำเตือนอย่างเคร่งครัด
2. ติดตามรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง
3. เคลื่อนย้ายคน สัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย และสิ่งของไปอยู่ในที่สูง ซึ่งเป็นที่พ้นระดับน้ำที่เคยท่วมมาก่อน
4. ทำคันดินหรือกำแพงกั้นน้ำโดยรอบ
5. เคลื่อนย้ายพาหนะ เช่น รถยนต์หรือล้อเลื่อนไปอยู่ที่สูง หรือทำแพสำหรับที่พักรถยนต์ อาจจะใช้ถังน้ำขนาด 200 ลิตร ผูกติดกันแล้วใช้กระดานปูก็ได้
6. เตรียมกระสอบใส่ดินหรือทราย เพื่อเสริมคันดินที่กั้นน้ำให้สูงขึ้น เมื่อระดับน้ำขึ้นสูงท่วมคันดินที่สร้างอยู่
7. ควรเตรียมเรือไม้ เรือยาง หรือแพไม้ไว้ใช้ด้วย เพื่อใช้เป็นพาหนะในขณะน้ำท่วมเป็นเวลานาน เรือเหล่านี้สามารถช่วยชีวิตได้เมื่ออุทกภัยคุกคาม
8. เตรียมเครื่องมือช่างไม้ ไม้กระดาน และเชือกไว้บ้างสำหรับต่อแพ เพื่อช่วยชีวิตในยามคับขัน เมื่อน้ำท่วมมากขึ้น จะได้ใช้เครื่องมือช่างไม้เปิดหลังคารื้อฝาไม้ เพื่อใช้ช่วยพยุงตัวในน้ำได้
9. เตรียมอาหารกระป๋อง หรืออาหารสำรองไว้บ้าง พอที่จะมีอาหารรับประทานเมื่อน้ำท่วมเป็นระยะเวลาหลาย ๆ วัน อาหารย่อมขาดแคลนและไม่มีที่หุงต้ม
10. เตรียมน้ำดื่มเก็บไว้ในขวดและภาชนะที่ปิดแน่น ๆ ไว้บ้าง เพราะน้ำที่สะอาดที่ใช้ตามปกติขาดแคลนลง ระบบการส่งน้ำประปาอาจจะหยุดชะงักเป็นเวลานาน
11. เตรียมเครื่องเวชภัณฑ์ไว้บ้างพอสมควร เช่น ยาแก้พิษกัดต่อยแมลงป่อง ตะขาบ งู และสัตว์อื่น ๆ เพราะเมื่อเกิดน้ำท่วมพวกสัตว์มีพิษ เหล่านี้จะหนีน้ำขึ้นมาอยู่บนบ้านและหลังคาเรือน
12. เตรียมเชือกมนิลามีความยาวไม่น้อยกว่า 10 เมตร ใช้ปลายหนึ่งผูกมัดกับต้นไม้เป็นที่ยึดเหนี่ยว ในกรณีที่กระแสน้ำเชี่ยว และคลื่นลูกใหญ่ซัดมากวาดผู้คนลงทะเล จะช่วยไม่ให้ไหลลอยไปตามกระแสน้ำ
13. เตรียมวิทยุที่ใช้ถ่านไฟฉาย เพื่อไว้ติดตามฟังรายงานข่าวลักษณะอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา
14. เตรียมไฟฉาย ถ่านไฟฉาย และเทียนไข เพื่อไว้ใช้เมื่อไฟฟ้าดับ

ขณะเกิดอุทกภัยควรตั้งสติให้มั่นคง อย่าตื่นกลัวหรือตกใจ ควรเตรียมพร้อมที่จะเผชิญเหตุการณ์ด้วยความสุขุม รอบคอบ และควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

1. ตัดสะพานไฟ และปิดแก๊สหุงต้มให้เรียบร้อย
2. จงอยู่ในอาคารที่แข็งแรง และอยู่ในที่สูงพ้นระดับน้ำที่เคยท่วมมาก่อน
3. จงทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ
4. ไม่ควรขับขี่ยานพาหนะฝ่าลงไปในกระแสน้ำหลาก
5. ไม่ควรเล่นน้ำหรือว่ายน้ำเล่นในขณะน้ำท่วม
6. ระวังสัตว์มีพิษที่หนีน้ำท่วมขึ้นมาอยู่บนบ้าน และหลังคาเรือนกัดต่อย เช่น งู แมลงป่อง ตะขาบ เป็นต้น
7. ติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด เช่น สังเกตลมฟ้าอากาศ และติดตามคำเตือนเกี่ยวกับ ลักษณะอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา
8. เตรียมพร้อมที่จะอพยพไปในที่ปลอดภัยเมื่อสถานการณ์จวนตัว หรือปฏิบัติตามคำแนะนำของทางราชการ
9. เมื่อจวนตัวให้คำนึงถึงความปลอดภัยของชีวิตมากกว่าห่วงทรัพย์สมบัติ

หลังอุทกภัย เมื่อระดับน้ำลดลงจนเป็นปกติ การบูรณะซ่อมแซมสิ่งต่าง ๆ จะต้องเริ่มต้นทันที่งานบูรณะต่าง ๆ เหล่านี้จะประกอบด้วย

1. การขนส่งคนอพยพกลับยังภูมิลำเนาเดิม
2. การช่วยเหลือในการรื้อสิ่งปรักหักพัง ซ่อมแซมบ้านเรือนที่หักพัง และถ้าบ้านเรือนที่ถูกทำลายสิ้น ก็ให้ได้รับความช่วยเหลือในการจัดหาที่พักอาศัยและการดำรงชีพชั่วระยะหนึ่ง
3. การกวาดเก็บขนสิ่งปรักหักพังทั่วไป การทำความสะอาดบ้านเรือน ถนนหนทางที่เต็มไปด้วยโคลนตม และสิ่งชำรุดเสียหายที่เกลื่อนกลาดอยู่ทั่วไปกลับสู่สภาพปกติโดยเร็ว
4. ซ่อมแซมบ้านเรือนอาคาร โรงเรียนที่พักอาศัย สะพานที่หักพังชำรุดเสียหาย และที่เสียหายมากจนไม่อาจซ่อมแซมได้ ก็ให้รื้อถอนเพราะจะเป็นอันตรายได้
5. จัดซ่อมทำเครื่องสาธารณูปโภค ให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด เช่น การไฟฟ้า ประปา โทรเลข โทรศัพท์
6. ภายหลังน้ำท่วมจะมีซากสัตว์ตาย ปรากฏในที่ต่าง ๆ ซึ่งจะต้องจัดการเก็บฝังโดยเร็ว สัตว์ที่มีชีวิตอยู่ซึ่งอดอาหารเป็นเวลานาน ให้รีบให้อาหารและนำกลับคืนให้เจ้าของ
7. ซ่อมถนน สะพาน และทางรถไฟที่ขาดตอนชำรุดเสียหายให้กลับสู่สภาพเดิม เพื่อใช้ในการคมนาคมได้โดยเร็วที่สุด
8. สร้างอาคารชั่วคราวสำหรับผู้ที่อาศัย เนื่องจากถูกอุทกภัยทำลายให้อยู่อาศัยเป็นการชั่วคราว
9. การสงเคราะห์ผู้ประสบอุทกภัย มีการแจกเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และอาหารแก่ผู้ประสบภัย ความอดอยาก ความขาดแคลนจะมีอยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งควรจะได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยบรรเทาทุกข์หรือมูลนิธิ และอีกประการหนึ่ง
10. ภายหลังอุทกภัย เนื่องจากสิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จะทำให้เกิดเจ็บไข้และโรคระบาดได้

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Honey…Not Just Your Regular Sweetener


APR

The delectably smooth taste of honey is not its only wonderful trait. Honey has many uses that many may not even know of. I know that honey is not only used to sweeten tea or pour over some pancakes, but honey has many healing qualities as well.

One of the most common health benefits of honey is that a teaspoon can be used to sooth a sore throat. The reason this happens is because it kills some of the bacteria that cause the infection and reduces inflammation. Darker honeys have more nutrients than light ones.

Athletes use honey so that it can increase endurance and reduce muscle fatigue. Laevulose and dextrose are the two main sugars in honey. They do not need to be broken down by the digestive process; therefore they are quickly absorbed into the bloodstream, giving the body a quick energy boost.

Honey has strong antibacterial properties. Because it is osmotic (it withdraws water), the sugars in it react with the molecules and leaves very little water for microorganisms. This makes honey useful as an antibacterial topical treatment for burns or ulcers.

Honey has many other uses as well. It can be used to combat a hangover if it is blended with a little bit of orange juice and yogurt. If you have a hard time sleeping, you can mix a teaspoon of honey with milk and it can help induce sleep. If you suffer with seasonal allergies, try buying honey that is produced locally, within 20 miles of your home. The theory is that, as with allergy shots, daily exposure to a small amount of an allergen can desensitize the body, allowing you to better resist it, Evan Fleischmann, N.D., board member of the American Association of Naturopathic Physicians.

I am just scratching the surface of the health benefits of honey.

Honey has just become a staple in my medicine cabinet.

Honey

Honey (English pronunciation: /ˈhʌni/) is a sweet food made by bees using nectar from flowers. The variety produced by honey bees (thegenus Apis) is the one most commonly referred to and is the type of honey collected by beekeepers and consumed by humans. Honey produced by other bees and insects has distinctly different properties.

Honey bees transform nectar into honey by a process of regurgitation, and store it as a primary food source in wax honeycombs inside the beehive. Beekeeping practices encourage overproduction of honey so the excess can be taken from the colony.

Honey gets its sweetness from the monosaccharides fructose and glucose, and has approximately the same relative sweetness as that of granulated sugar. It has attractive chemical properties for baking, and a distinctive flavor that leads some people to prefer it over sugar and other sweeteners. Most microorganisms do not grow in honey because of its low water activity of 0.6. However, honey sometimes contains dormant endospores of the bacterium Clostridium botulinum, which can be dangerous to infants, as the endospores can transform into toxin-producing bacteria in the infant's immature intestinal tract, leading to illness and even death (see Health hazards below).

Honey has a long history of human consumption, and is used in various foods and beverages as a sweetener and flavoring. It also has a role in religion and symbolism. Flavors of honey vary based on the nectar source, and various types and grades of honey are available. It is also used in various medicinal traditions to treat ailments. The study of pollens and spores in raw honey (melissopalynology) can determine floral sources of honey. Because bees carry an electrostatic charge, and can attract other particles, the same techniques of melissopalynology can be used in area environmental studies of radioactive particles, dust or particulate pollution.

อาหารง่ายๆ ราคาไม่แพง กินแล้วไม่อ้วน

ผ่อนคลายกับบทความสไตล์ชิวๆของเคที่กันอีกแล้ว คราวนี้เคที่มาพร้อมเรื่องอาหารที่ทานแล้วไม่อ้วนมาบอกเล่ากัน เพราะเดี๋ยวนี้มองไปทางไหนก็มีแต่คนผอมๆ หุ่นดีๆ ถ้าใครอยากจะรู้ว่าเราจะหุ่นดีๆ ไม่อ้วนอย่างนั้นบ้างจะต้องทานอะไรไปดูกันเลยค่ะ

1.ไข่ไก่
หากคุณกำลังมองหามื้อเช้า กลางวัน และเย็นที่ง่าย ราคาไม่แพงและไม่อ้วน ไข่ไก่นี่ล่ะค่ะอาหารที่ทำให้คุณไม่อ้วนแน่นอน ไข่ไก่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีที่ช่วยบำรุงสายตายามเมื่อคุณอายุมากขึ้น และยังมีสารอาหารอีกมากมายที่ทำให้คุณสวย มีสุขภาพและไม่อ้วน

eggs

2.มันฝรั่ง
มันฝรั่งอาจจะดูสกปรกยามที่มันเพิ่งถูกขุดขึ้นมาหรือวางขายตามห้าง แต่ก็เห็นๆกันอยู่ว่าเวลาเราได้ลิ้มชิมรสมันฝรั่งมันสุดยอดขนาดไหน คุณประโยชน์โดยเฉพาะเรื่องการให้พลังงานได้โดยไม่อ้วนด้วยกรรมวิธีดีๆมีหลากหลาย ชาวตะวันตกถึงช๊อบชอบมันฝรั่งมั่กๆงัยล่ะค่ะ แปรรูปง่าย ราคาก็ไม่แพงเกินไป

potato

3.กล้วย
กล้วยอาหารที่น่าโปรดปรานของสาวๆ กล้วยอุดมไปด้วยโพแทสเซียมและไฟเบอร์ ยิ่งรับประทานกล้วยกับซีเรียลในมื้อเช้ารับรองว่าไม่อ้วน อิ่มท้องและมีความสุขแน่ๆ ทานทุกวันอร่อยดีมีคุณค่านะคะ

banana

4. แตงกวา
ถ้าให้นึกถึงอะไรที่ไม่อ้วน ก็ขอยกให้แตงกวาเป็นราชินีแล้วกันค่ะ การรับประทานแตงกวาสดๆเย็นๆ มันช่างสดชื่นสุดๆ แตงกวามีประโยชน์ในเรื่องการทำงานของตับ อีกทั้งเรื่องการขับถ่ายปัสสาวะอย่างมีประสิทธิภาพ มีวิตามิน A และโพแทสเซียม หรือแม้แต่แคลเซียม หันมาทานแตงกวาที่หาซื้อง่ายๆและไม่อ้วนกันดีกว่า

cucumber

5. ทับทิม
ทับทิมไม่ใช่แค่ถูกประยุกต์เป็นขนมหวานแบบไทยๆ หรือน้ำผลไม้ราคาแพงๆ เพราะทัมทิมสีสวยๆเหล่านี้มีสารแอนติออกซิแดนซ์มากกว่าไวน์แดงหรือชาเขียวซะอีก แถมรสชาติดีกว่าเห็นๆ ทับทิมทำให้คุณไม่อ้วนเพราะช่วยลดคอเลสเตอรอลที่มีผลต่อระบบการทำงานของหัวใจ นักวิทยาศาสตร์ยังได้แสดงความมหัศจรรย์ของทับทิมว่าช่วยป้องกันมะเร็งและเยียวยารักษาอาการอักเสบติดเชื้อบริเวณข้อต่อต่างๆได้ เห็นมั๊ยว่านอกจากไม่อ้วนแล้วทับทิมให้ประโยชน์ขนาดไหน

pomegranate

6. น้ำผึ้ง
ถ้าคุณชอบอะไรหวานๆ แต่ไม่อ้วน ก็อย่าลืมใช้น้ำผึ้งแทนน้ำตาลนะคะ ความดีของน้ำผึ้งก็คือ สารแอนติออกซิแดนซ์ และความสามารถในระบบย่อยอาหาร ที่เริ่ดสุดๆก็คือการบำรุงผิว ช่วยกำจัดสิวและความมัน อาการเจ็บคอ ไอ หรือโรคนอนไม่หลับ แต่ที่เก๋ที่สุดก็คือคุณประโยชน์เหล่านี้มากับความหวานอร่อยของมันนี่ล่ะค่ะ

honey

7. ข้าวโพด
ผักที่มีคุณค่าสูงและไม่อ้วนอีกชนิดก็คือข้าวโพด เจ้าข้าวโพดฝักเล็กๆมีแคลอรี่ต่ำแต่มีแคลเซียม วิตามินซี แบต้าแครอทีนสูง กระตุ้นการทำงานของกระเพาะและลำไส้ให้เป็นไปอย่างปกติ ข้าวโพดสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง ทั้งอาหารคาวและหวาน ลองทานสักหน่อยมั๊ยคะวันนี้

veg-corn-mini

วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ที่มาของกฏหมาย

ที่มาของระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร
1.กฎหมายลายลักษณ์อักษร ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร เป็นระบบที่สืบทอดมาจากกฎหมายโรมัน ซึ่งให้ความสำคัญกับตัวบทกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้โดยถูกต้องตามกระบวนการบัญญัติกฎหมาย ดังนั้นที่มาประการสำคัญของระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร ก็คือกฎหมายที่มีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งอาจมีหลายลักษณะด้วยกัน เช่น รัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมาย พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง เป็นต้น
2.จารีตประเพณี
ในบางครั้งการบัญญัติกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร จะให้ครอบคลุมทุกเรื่องเป็นไปได้ยาก จึงต้องมีการนำเอาจารีตประเพณี มาบัญญัติใช้เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรด้วย เช่น การชกมวยบนเวที ถ้าเป็นไปอย่างถูกต้องตามกติกา ถึงแม้ว่าคู่ต่อสู้จะบาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็ไม่มีความผิด หรือแพทย์ที่ตัดแขนตัดขาคนไข้โดยที่คนไข้ยินยอมก็ไม่มีความผิด เป็นต้น เท่าที่ผ่านมายังไม่มีการฟ้องร้องคดีเรื่องเหล่านี้เลย ซึ่งคงจะเป็นเพราะจารีตประเพณีที่รู้กันโดยทั่วไปว่าเป็นเสมือนกฎหมาย
3.หลักกฎหมายทั่วไป
ในบางครั้งถึงแม้จะมีกฎหมายลายลักษณ์อักษร และกฎหมายจารีตประเพณี มาใช้พิจารณาตัดสินความแล้วก็ตาม แต่ก็อาจไม่เพียงพอครอบคลุมได้ทุกเรื่อง จึงต้องมีการนำเอาหลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งประเทศอื่น ๆ ที่มีความก้าวหน้าทางกฎหมาย ได้ยอมรับกฎหมายนั้นแล้ว มาปรับใช้ในการพิจารณาตัดสินคดีความด้วย เช่น หลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิ์ดีกว่าผู้รับโอน โจทย์พิสูจน์ไม่ได้ต้องปล่อยตัวจำเลย คดีอย่างเดียวกันต้องพิพากษาตัดสินเหมือนกัน ฯลฯ เป็นต้น

ที่มาของกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
1.จารีตประเพณี
ถือว่าเป็นที่มาประการสำคัญของระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เนื่องจากกฎหมายระบบนี้เกิดจากการนำเอาจารีตประเพณี ซึ่งคนในสังคมยอมรับและปฏิบัติสืบต่อกันมานาน มาใช้เป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความ
2.คำพิพากษาของศาล
จารีตประเพณีใดที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความแล้ว ก็จะกลายเป็นคำพิพากษาของศาล ซึ่งคำพิพากษาบางเรื่องอาจถูกนำไปใช้เป็นหลัก หรือเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาตัดสินคดีความต่อ ๆ ไป คำพิพากษาของศาลจึงเป็นที่มาอีกประการหนึ่งของระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
3.กฎหมายลายลักษณ์อักษร
ในสมัยต่อ ๆ มาบ้านเมืองเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว การที่จะรอให้จารีตประเพณีเกิดขึ้นย่อมไม่ทันกาลบางครั้งจึงจำเป็นต้องสร้างกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นมาใช้ด้วย
4.ความเห็นของนักนิติศาสตร์
ระบบกฎหายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ยังยอมรับความเห็นของนักนิติศาสตร์มาใช้เป็นหลักในการตัดสินคดีความด้วย เพราะนักนิติศาสตร์เป็นผู้ที่ศึกษากฎหมายอยู่เสมอ เป็นผู้ที่มีความรู้ ความคิด มีเหตุผล ความเห็นของนักนิติศาสตร์ที่มีชื่อเสสียงและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ย่อมมีน้ำหนักพอที่จะนำไปใช้อ้างอิงในการพิจารณาตัดสินความได้
5.หลักความยุติธรรมหรือมโนธรรมของผู้พิพากษา
ในระยะหลังที่บ้านเมืองเจริญขึ้นสภาพสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไป การใช้จารีตประเพณีและคำพิพากษาก่อน ๆ มาเป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความอาจไม่ยุติธรรม จึงเกิดศาลระบบใหม่ขึ้น ซึ่งศาลระบบนี้จะไม่ผูกมัดกับจารีตประเพณีหรือคำพิพากษาของศาลเดิม แต่จะยึดหลักความยุติธรรมและให้ความเป็นธรรมแก่คู่กรณีซึ่งเรียกว่ามโนธรรมของผู้พิพากษา(Squity)ซึ่งต่อมาได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร

ประเภทของกฎหมาย
การแบ่งประเภทของกฎหมาย อาจแบ่งได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับผู้แบ่งว่าจะใช้อะไรเป็นหลัก แต่โดยทั่วไปแล้วเราจะแบ่งอย่างคร่าว ๆ ก่อนโดยแบ่งกฎหมายออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ กฎหมายภายใน ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้โดยองค์กรที่มีอำนาจภายในรัฐหรือประเทศ และกฎหมายภายนอก ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นจากสนธิสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ
กฎหมายภายใน และกฎหมายภายนอก ยังอาจแบ่งย่อยได้อีกหลายลักษณะ ตามหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกัน ดังนี้
กฎหมายภายใน แบ่งได้หลายลักษณะตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
1.ใช้เนื้อหาของกฎหมายเป็นหลักเกณฑ์การแบ่ง
แบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ
1.1กฎหมายลายลักษณ์อักษร
ได้แก่ ตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ที่บัญญัติขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร โดยองค์กรที่มีอำนาจตามกระบวนการนิติบัญญัติ เช่น รัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติต่าง ๆ ฯลฯ เป็นต้น
1.2กฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
ได้แก่ จารีตประเพณีต่าง ๆ ที่นำมาเป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความ ดังได้กล่าวมาแล้วในเรื่องที่มาของกฎหมาย ซึ่งในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยก็มีบทบัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรค 2 ว่า เมื่อไม่มีบทกฎหมายใดที่จะยกมาปรับแก้คดีได้ท่านให้วินิจฉัยคดีนั้นตามคลองจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น
2.ใช้สภาพบังคับกฎหมายเป็นหลักในการแบ่ง
แบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ
2.1กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางอาญา
ได้แก่ กฎหมายต่าง ๆ ที่มีโทษตามบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา เช่น ประมวลกฎหมายอาญาพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พระราชบัญญัติรับราชการทหาร ฯลฯ เป็นต้น
2.2กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง
สภาพบังคับทางแพ่งมิได้มีบัญญัติไว้ชัดเจนเหมือนสภาพบังคับทางอาญาแต่ก็อาจสังเกตได้จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น การบังคับชำระหนี้ การชดใช้ค่าเสียหาย หรืออาจสังเกตได้อย่างง่าย ๆ คือ กฎหมายใดที่ไม่มีบทบัญญัติกำหนดโทษทางอาญา ก็ย่อมเป็นกฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง
3.ใช้บทบาทของกฎหมายเป็นหลักเกณฑ์ในการแบ่งแบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ
3.1กฎหมายสารบัญญัติ
ได้แก่ กฎหมายที่กล่าวถึงการกระทำต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของความผิดโดยทั่วไปแล้วกฎหมายส่วนใหญ่ จะเป็นกฎหมายสารบัญญัติ
3.2กฎหมายวิธีสบัญญัติ
ได้แก่ กฎหมายที่กล่าวถึงวิธีการที่จะนำกฎหมายสารบัญญัติไปใช้ว่าเมื่อมีการทำผิดบทบัญญัติกฎหมาย จะฟ้องร้องอย่างไร จะพิจารณาตัดสินอย่างไร พูดให้เข้าใจง่าย ๆ กฎหมายวิธีสบัญญัติก็คือ กฎหมายที่กล่าวถึงวิธีการเอาตัวผู้กระทำผิดไปรับสภาพบังคับนั่นเอง เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกฎหมายวิธีพิจารณาความในศาลแขวงกฎหมายวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นต้น
4.ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนเป็นหลักเกณฑ์ในการแบ่ง
แบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ
4.1กฎหมายเอกชน
ได้แก่กฎหมายที่บัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนด้วยกัน โดยที่รัฐไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด เป็นต้น
4.2กฎหมายมหาชน
ได้แก่กฎหมายที่บัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในฐานะที่รัฐเป็นผู้ปกครองจงต้องมีอำนาจบังคับให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสงบสุข เช่น รัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พระราชบัญญัติป้องกันการค้ากำไรเกินควร หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความต่าง ๆ เป็นต้น

กฎหมายภายนอก กฎหมายภายนอก หรือกฎหมายระหว่างประเทศ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
1.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง
ได้แก่ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐที่จะปฏิบัติต่อกันเมื่อมีความขัดแย้งหรือเกิดข้อพิพาทขึ้น เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ หรือได้แก่ สนธิสัญญา หรือเกิดจากข้อตกลงทั่วไป ระหว่างรัฐหนึ่งกับรัฐหนึ่งหรือหลายรัฐที่เป็นคู่ประเทศภาคีซึ่งให้สัตยาบันร่วมกันแล้วก็ใช้บังคับได้เช่น สนธิสัญญาไปรษณีย์สากล เป็นต้น
2.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล
ได้แก่ บทบัญญัติที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลรัฐหนึ่งกับอีกรัฐหนึ่งเมื่อเกิดความขัดแย้งข้อพิพาทขึ้นจะมีหลักเกณฑ์วิธีการพิจารณาตัดสินคดีความอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกัน เช่น ประเทศไทยเรามี พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกับแห่งกฎหมาย ซึ่งใช้บังคับกับบุคคลที่อยู่ในประเทศไทยกับบุคคลที่อยู่ในประเทศอื่น ๆ
3.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา
ได้แก่ สนธิสัญญา หรือข้อตกลงเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางอาญาซึ่งประเทศหนึ่งยินยอมหรือรับรองให้ศาลของอีกประเทศหนึ่งมีอำนาจพิจารณาตัดสินคดีและลงโทษบุคคลประเทศของตนที่ไปกระทำความผิดในประเทศนั้นได้ เช่นคนไทยไปเที่ยวสหรัฐอเมริกาแล้วกระทำความผิด ศาลสหรัฐอเมริกาก็พิจารณาตัดสินลงโทษได้หรือบุคคลประเทศหนึ่งกระทำความผิดแล้วหนีไปอีกประเทศหนึ่ง เป็นการยากลำบากที่จะนำตัวมาลงโทษได้ จึงมีการทำสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อให้ประเทศที่ผู้กระทำความผิดหนีเข้าไปจับตัวส่งกลับมาลงโทษ ซึ่งถือว่าเป็นการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรม ปัจจุบันนี้ประเทศไทยทำสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เบลเยี่ยม และอิตาลี ฯลฯ เป็นต้น

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Arc de Triomphe de l'Etoile

History

Modern-day Arc de Triomphe
The modern-day Arc de Triomphe, surrounded by a vortex of madcap French drivers. Pedestrians cross at their peril! (Much better to use the underground passage.)
Arc de Triomphe, early 1900s
The Arc de Triomphe seen in the early 1900s, when the horse & carriage were king and the Champs-Elysées was still a grassy expanse.

The Arc de Triomphe de l'Etoile {ahrk duh tree-ohmf' duh lay-twahl'}, the world's largest triumphal arch, forms the backdrop for an impressive urban ensemble in Paris. The monument surmounts the hill of Chaillot at the center of a star-shaped configuration of 12 radiating avenues. It is the climax of a vista seen the length of the Champs Elysées from the smaller Arc de Triomphe du Carrousel in the Tuileries gardens, and from the Obélisque de Luxor in the place de la Concorde.

In 1806, Napoleon I conceived of a triumphal arch patterned after those of ancient Rome and dedicated to the glory of his imperial armies. The structure was designed by Jean François Thérèse Chalgrin (1739-1811), completed in 1833 and inaugurated in 1836 by the French king, Louis-Philippe. Its deceptively simple design and immense size, 49.5 m (162 ft) in height, mark it unmistakably as a product of late 18th-century romantic neoclassicism. The arch also serves as a reminder that Chalgrin was a pupil of Etienne Louis Boullée, the father of visionary architecture. The most famous of its sculptural reliefs is La Marseillaise (1833-36) of François Rude. Specific historic associations notwithstanding, the arch has become an emblem of French patriotism.

Eternal flame on the Tomb of the Unknown Soldier
The Tomb of the Unknown Soldier
commemorates the dead
of the two world wars.

Since 1920, the tomb of France's Unknown Soldier has been sheltered underneath the arch. Its eternal flame commemorates the dead of the two world wars, and is rekindled every evening at 6:30. Here, on every Armistice Day (November 11), the President of the Republic lays a ceremonial wreath. On July 14, the French National Day (also known as Bastille Day), a military parade starts at the arch and proceeds down the Champs Elysées. For important occasions of state, and on national holidays, a huge French tricolor is unfurled and hung from the vaulted ceiling inside of the Arch. The last leg of the Tour de France bicycle race also culminates here on the third or fourth Sunday in July.

Physical Description

At the bases of the Arc's pillars are four huge relief sculptures, commemorating The Triumph of 1810 (by Cortot); Resistance, and Peace (both by Etex); and The Departure of the Volunteers, more commonly known as La Marseillaise (by François Rude). On the day the Battle of Verdun started (1916), the sword carried by the figure representing the Republic broke off from La Marseillaise. The relief was immediately hidden to conceal the accident, so that it would not be interpreted as a bad omen.

La Marseillaise sculpture
Detail of La Marseillaise
by François Rude.

Engraved around the top of the Arch are the names of major victories won during the Revolutionary and Napoleonic periods. The names of less important victories, as well as those of 558 generals, can be found on the inside walls. (Generals whose names are underlined died in action.)

« Click here to see relief detail of Napoleon being crowned. »

Admission

Inside the Arch, a small museum documents its history, architectural design and construction — complete with interactive touch screens. The price of admission includes access to the top of the Arch. From the roof, one is treated to spectacular views of Paris. Looking eastwards, down the Champs Elysées, toward the Louvre, there is the Place de la Concorde, the Tuileries Gardens, and the Arc de Triomphe du Carrousel. In the opposite direction - westwards - in the distance is its larger and newer cousin, La Grande Arche de la Défense.

Museums and Monuments Card

If you are planning to visit many monuments and museums during your séjour à Paris, Discover France offers the "Museums and Monuments Card" (Carte Musées et Monuments), valid for unlimited visits and priority access to approximately 70 locations in — and near — Paris. It can also be purchased at theParis Tourist Office (127, avenue des Champs-Elysées), at its reception offices in certain Paris train stations, at the Eiffel Tower, in the major Métro stations, or at most of the 70 attractions. Cards are available in denominations valid for either one, three, or five consecutive days.